วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ฉก.พญาเสือ'นำทีมบุกยึดที่รุกป่า อช.ดอยสุเทพ

จนท.ฉก.พญาเสือ-อช.ดอยสุเทพ-ปุย กว่า100นายบูรณาการบุกตรวจสอบยึดคืนผืนป่า ต่อเนื่องวันที่ 2 ในพื้นที่ต.สุเทพ 5 จุดสำคัญ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้( 8 มี.ค. 60 ) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้า ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายกริชสยาม คงสตรี หัวหน้า อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจพญาเสือ รวมจำนวนกว่า 100 นาย เข้าทำการปฏิบัติการยึดคืนผืนป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ -ปุย ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยในวันนี้ได้มีการบุกตรวจพื้นที่จำนวน 5 จุด ในพื้นที่ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าได้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอย่างผิดกฎหมายภายในเขตอุทยานแห่งชาติจำนวนมาก

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ทั้งนี้ในวันนี้ถือเป็นวันที่สองของการปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า ซึ่งที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่ได้มีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง โดยในการตรวจสอบในครั้งนี้ ก็สืบเนื่องมาจากที่เจ้าหน้าที่ได้มีการเปรียบเทียบภาพถ่ายทางอากาศ และได้มีการตรวจพบว่ามีพื้นที่บางส่วนที่ได้มีการก่อสร้างรุกล้ำในเขตอุทยานแห่งชาติจริง ทางเจ้าหน้าที่จึงได้มีการนำกำลังไปตรวจสอบ พบว่าบางจุดเป็นที่รัฐบาลได้มีการให้สิทธิ์เป็นที่ทำกิน แต่ได้มีการ ซื้อขายเปลี่ยนมือ รวมถึงการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างซึ่งถือเป็นการใช้งาน พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์ และมีบางส่วนซึ่งได้มีการรุกเขตอุทยาน ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่จะได้มีการตรวจสอบถึงที่มาที่ไป และความถูกต้องในการครอบครองเอกสารสิทธิ์ ถ้าเกิดพบว่ามีการกระทำความผิด ทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

 โดยในวันนี้มีเป้าหมายจำนวน 5 แปลงใหญ่ ได้แก่ บ้านไม่มีเลขที่ จำนวน 2 หลัง บริเวณใกล้กับวัดร่ำเปิง ต.สุเทพ ,หอพักแทนคุณ เลขที่12/24 หมู่ 5 ต.สุเทพ,และสถานประกอบการสปา สวนทิพย์เมฆชลานันท์ เลขที่ 16/1 หมู่5 ต.สุเทพ และบ้านเลขที่ 70 หมู่5 ต.สุเทพ โดยบ้านหลังแรก เป็นพื้นที่ทำกินใช้ประโยชน์ได้ตามมติครม. แต่ได้มีการทำรั้ว และทำการขยายแนวเขตเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม จากที่เคยสำรวจไว้ครั้งแรกประมาณ 1 ไร่ แต่การมาสำรวจอีกครั้งกลับมีเนื้อที่ภายในรั้วกว่า 15 ไร่ และมีการปลูกสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งพื้นที่ส่วนเกินจะต้องดำเนินการยึดคืนทั้งหมด จะมีการสำรวจพืชพรรณไม้ทั้งหมดว่ามีไม้เดิมอยู่เท่าใด ควบคู่ไปกับการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในพื้นที่

ส่วนบ้านหลังที่2 เป็นบริเวณเขตรอยต่อของป่าอุทยาน กับเขตชุมชน ที่ตรวจพบว่า มีการก่อสร้างบ้านพักบนเนินเขา โดยไม่ได้มีการแจ้งขออนุญาต โดยจากการตรวจสอบพบว่าบริเวณนี้มีที่แปลงตามมติ ครม. 30 มิ.ย.41 ที่มีผู้ครอบครองและแจ้งสิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้มีความถูกต้องทั้งหมด โดยต้องรอการพิสูจน์สิทธิ์ ว่ามีบุคคลใดมาก่อนหรือหลัง การประกาศของอุทยานฯ หรือการประกาศของป่าสงวนแห่งชาติ และป่าคุ้มครอง ก็จะต้องดำเนินการไปตามระเบียบต่อไป

 และในส่วนของที่ได้มีการดำเนินคดีในวันนี้ จากการตรวจสอบทราบว่าเป็นเจ้าของในครอบครัวเดียวกัน โดยแบ่งให้กับลูกหลานแต่ละคน และได้มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งมีการประกอบธุรกิจโดยการให้ชาวต่างชาติเช่าเป็นที่พักอาศัย รวมถึงมีการก่อสร้างเป็นหอพัก โดยจะดำเนินคดีทั้งสิ้น 4 ราย 5 จุด ของการดำเนินคดี ที่มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายส่วน และได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับทางเจ้าของแล้ว ซึ่งทางเจ้าของนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากว่าการได้มาของที่ดินนั้นอาจจะได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมายคือ อาจจะมีการทำกินมาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานฯ หรือการประกาศคุ้มครอง ซึ่งจุดนี้ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นในเขตของอุทยานฯ จะถือว่าเป็นการก่อสร้าง แผ้วถาง บุกรุก ครอบครอง และทำสิ่งปลูกสร้าง โดยทางทางอุทยานฯ ไม่สามารถอนุญาตให้ดำเนินการสร้างได้ และในส่วนของการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมก็จะต้องประสานกับทางเทศบาล หรือทาง อบต.ในพื้นที่ว่าอนุญาตให้สร้างสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายในเขตของอุทยานฯ ได้อย่างไร ดังนั้นในการสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ จะต้องได้รับการอนุญาตจากอุทยานฯ ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายในการลงพื้นที่ตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่ในวันนี้ ที่จริงแล้วมีประมาณ 10 กว่าจุด และยังมีที่ยังรอพิสูจน์สิทธิ์อีกจำนวนมาก ยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ หรือละเว้น ที่ใด หรือใครเป็นพิเศษ แต่เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจจะมีความไม่สอดคล้องกับงาน ประกอบกับมีภารกิจย่อยอีกหลากหลายภารกิจจึงทำให้ไม่มีเวลาในการตรวจสอบทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามภารกิจที่คงค้างอยู่นั้นยืนยันว่าก็จะต้องมีการดำเนินการอีกครั้ง เพราะจากการตรวจสอบก็พบว่าในพื้นที่นี้มีการซื้อขายเปลี่ยนมือเยอะมาก ประกอบกับการพิจารณาแต่ละเรื่องของเจ้าหน้าที่ก็อาจเกิดปัญหาติดขัดด้านเอกสารเทียบและการตรวจสอบความถูกต้องที่ต้องใช้เวลา จึงต้องขอความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการด้วย

ขณะที่จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในวันแรกวานนี้ (7 มีนาคม)จำนวน 4 แปลง ในพื้นที่ อ.หางดงและ อ.สะเมิง พบว่าได้มีเจ้าของพื้นที่บางส่วนนำเอกสารสิทธิ์มาแสดงต่อทางเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวว่ามีความถูกต้องหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีเอกสารถูกต้องทางเจ้าหน้าที่ก็จะต้องแจ้งว่ามีความถูกต้อง แต่หากตรวจเอกสารแล้วไม่ตรงกับหลักฐานก็จะต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยไม่สนว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางเจ้าหน้าที่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแน่นอน