วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้องจนท.รังแกจับกุมดำเนินคดี และยึดคืนที่ดินทำกิน

ชาวบ้าน19ครัวเรือน ร้องจนท.รังแกจับกุมดำเนินคดี และยึดคืนที่ดินทำกิน

ชาวบ้านทอนหาร จำนวน 19 ครัวเรือน ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน บุกสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 7 ตรัง  ขอความเป็นธรรม หลังถูกจับดำเนินคดีข้อหาบุกรุก โดยอ้างอาศัยทำกินมานาน เผยชาวบ้าน 19 ราย ลงชื่อขอสิทธิทำกิน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ยัดเยียดเป็นผู้บุกรุกเนื้อที่ประมาณ 340 ไร่ เรียกค่าเสียหายประมาณ 40 ล้านบาท

ที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 7 อ.กันตัง จ.ตรัง นายสมหมาย สมจริง อดีตผู้ใหญ่บ้านทอนหาร หมู่ 6 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมตัวแทนชาวบ้าน ประกอบด้วย นายเสรี ขาวดี อายุ 52 ปี, นายวิโรจน์ หวังชัย อายุ 72 ปี ,นายสุธน หยังดี อายุ 45 ปี, นายอุบล รอดเข็ม อายุ 52 ปี และชาวบ้านประมาณ 30 คน พร้อมป้ายข้อความประท้วงเจ้าหน้าที่ เข้าร้องขอความเป็นธรรม จากนายสุเทพ กฤตรัชตนันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 7 กรณีถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จับกุมดำเนินคดีในข้อหา บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหยงสตาร์ ป่าคลองหลักขันธ์ และป่าคลองลิพัง ในพื้นที่บ้านทอนหาร หมู่ 6 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง และตามมาด้วยการปฏิบัติการตรวจยึดคืนที่ดินตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล เมื่อวันที่กลางเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ทำให้ทั้ง 19 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกินอีกต่อไป

นายสมหมาย กล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนชาวบ้าน เดินทางมายัง สนง.บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลที่ 7 ในวันนี้เพื่อร้องขอความเป็นธรรมให้กับชาวบ้าน ที่ถูกจับกุมและดำเนินคดี ทั้งที่ ชาวบ้านอาศัยทำกินในพื้นที่ดังกล่าวมานาน ด้วยการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท 5) ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตป่าสงวนฯ มาทับที่ดินทำกิน โดยพวกตนได้ทำการร้องเรียนไปทางอำเภอ จังหวัดและหน่วยงานต่างๆอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทราบว่าทางราชการให้ลงชื่อ เพื่อขอที่ดินทำกินจากรัฐบาล ชาวบ้านทั้ง 19 ครอบครัว จึงได้ลงชื่อพร้อมแจ้งความประสงค์ว่าอยากได้ที่ดินทำกินกี่ไร่ไปกับผู้ใหญ่บ้าน แต่ต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้นำรายชื่อทั้ง 19 รายชื่อ ดังกล่าวไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่ดินของรัฐ เนื้อที่ 340 ไร่ ความเสียหายรวมประมาณ 40 ล้านบาท โดยมีบางรายถูกตั้งข้อหาบุกรุกเนื้อที่ 187 ไร่ ถูกเรียกค่าเสียหายเพียงคนเดียว 22 ล้านบาท และถูกดำเนินคดีมาจนถึงทุกวันนี้ จากนั้นได้นำป้ายไปปักและขับไล่ไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปทำกิน จนต่อมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังกันหลายฝ่ายเข้าปฏิบัติการยึดคืนที่ดินทั้งหมด ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล ทั้งที่ ผืนป่าดังกล่าวชาวบ้านปลูกมะพร้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลอาสินอื่นๆมาก่อน

ทั้งนี้ เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งทำการตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวจัดอยู่ในเขตป่าหรือไม่ หรืออยู่ในเขตประเภทใดตามคำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ชาวบ้านได้ร้องเรียนไป เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านทำกินมายาวนาน ไม่มีแนวเขตประกาศว่าชัดเจนว่า เป็นป่าชายเลน หรือป่าทุ่งสงวน หรือป่าประเภทใด ชาวบ้านไม่เคยทราบ พร้อมขอที่ดินทำกินคืน และขอให้หยุดดำเนินคดีกับชาวบ้านทั้งหมด จนกว่าจะทราบผลชัดเจน

นายสุธน หยังดี อายุ 45 ปี กล่าวว่า ตนเองคนเดียวถูกออกหมายจับ และถูกจับกุม เพราะไม่ได้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในตอนต้น เหมือนเพื่อนบ้านคนอื่นๆอีก 18 ราย เพราะตนไมได้ทำกินในเขตป่าทอนหาร หมู่ 6 ต.ท่าข้าม แต่ทำกินในพื้นที่ต.ทุ่งยาว อ.ปะเหลียน พื้นที่ติดกัน แต่ถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกด้วย เนื้อที่ 187 ไร่ ความเสียหาย 22 ล้านบาท จึงอยากเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีตนเองและเพื่อนบ้านทั้งหมด

นายคล่อง จิหลัง ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าพวกตนเป็นพวกนายทุน โดยไม่ได้ตรวจสอบให้ชัดเจน ทั้งนี้ พวกตนทำกินกันมายาวนานแล้ว ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่ถูกจับกุมดำเนินคดี และมาถูกยึดคืนที่ดินอีก ซึ่งนโยบายรัฐบาลคสช.จะยึดคืนจากนายทุน แต่พวกตนคนจน มีสวนยางพารากันครอบครัวละ 200 – 300 ต้น มีรายได้วันละ 100-200 บาท โดยถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุก ทั้งหมด 19 ราย/ ครอบครัว เนื้อที่ 340 ไร่ ความเสียหายประมาณ 40 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 แปลง คือ โดยแปลงแรกผู้ต้องหา 18 ราย เนื้อที่ 164 ไร่ ความเสียหาย 18 ล้านบาท ส่วนแปลงที่สองเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับนายสุธนเพียงคนเดียว จำนวน 187 ไร่ ความเสียหาย 22 ล้านบาท ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ขณะที่ นายสุเทพ กฤตรัชตนันต์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 7 กล่าวว่า ชาวบ้านเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมสรุปประเด็นได้ 2 ข้อ คือ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากการเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน อยากให้ทางสนง.ให้ความช่วยเหลือ ตนในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องให้การดูแล สำหรับทางออกต้องดูข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ตนเห็นใจที่ชาวบ้านเดือนร้อน ที่ชาวบ้านอ้างว่าเข้าทำกินก่อนออก พรบ.ป่าสงวนก็ต้องพิสูจน์กันไป ประเด็นที่ 2 คือ ร้องขอให้มีการตรวจสอบแนวเขตที่เป็นปัญหาจะดำเนินการ เพื่อจะชี้ชัดแนวเขตต่อไป ส่วนเรื่องการดำเนินคดีขณะนี้เป็นเรื่องของทางตำรวจ โดยยืนยันก่อนการยึดคืนผืนป่า ได้ทำการตรวจสอบและประกาศให้ผู้ครอบครองทำกินมาแสดงตน เพื่อตรวจสอบรายแปลงแล้ว แต่ไม่มีใครมาแสดงตน จึงต้องทำตามขั้นตอนตรวจยึดคืนตามมา