วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

'พาทิศ ศุภะพงษ์' สื่อสารและความคาดหวัง

'พาทิศ ศุภะพงษ์' สื่อสารและความคาดหวัง

“ปีเตอร์ เอฟ. ดรักเกอร์” (Peter F. Drucker) ปรมาจารย์ด้านการบริหารจัดการองค์กรธุรกิจ กล่าวไว้ว่า

หาก “องค์กรใดมีการสื่อสารภายในองค์กรที่ดี มีโอกาสที่จะถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้สูง และหากมีการสื่อสารภายนอกที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม”

สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เองก็เช่นเดียวกัน ในยุคที่การสื่อสารไร้พรมแดน ก็ต้องการผู้ที่เป็น “กระบอกเสียง” เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ต้องการสื่อออกไปนั้นถูกต้อง

ดังนั้นช่วงตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ในข่าวฟุตบอลไทยเราจึงได้เห็นชื่อของ “พาทิศ ศุภะพงษ์” อยู่บ่อยครั้ง นั่นก็เพราะได้รับความไว้วางใจให้มารับหน้าที่สำคัญนี้

 

จากยูเอ็นสู่วงการฟุตบอล

        “พาทิศ”  ก็เหมือนกับแฟนฟุตบอลไทยหลายคนที่คลั่งไคล้บอลไทยมาตั้งแต่เด็ก แม้จะศึกษาที่สหรัฐฯ แต่ก็มักเป็นแกนนำจัดกิจกรรมแข่งขันกีฬาฟุตบอลในมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ จนกระทั่งกลับมาทำงานที่เมืองไทย แม้ว่าจะทำงานกับองค์กรสากลอย่าง “สหประชาชาติ” แต่ก็เจียดเวลาหลังเลิกงานไปดูฟุตบอลในสนามบ่อยครั้ง จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาเกิดขึ้น เมื่อได้ไปชมเกม “เอเอฟซี แชมเปียนส์ ลีก” ปี 2008 ที่สนามศุภชลาศัย สกอร์วันนั้นจบที่ “ชลบุรี เอฟซี” เอาชนะ “เมลเบิร์น วิคตอรี” จาก ออสเตรเลียไป 3-1 แต่นอกจากผลการแข่งขันแล้ว สิ่งที่ทำให้ประทับใจจากเกมดังกล่าว คือการทำงานระดับมืออาชีพของ “สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอชีย” (เอเอฟซี)

“เกมวันนั้นมีคนใส่สูทเดินไปมาเต็มไปหมด การจัดการทุกอย่างดูเป็นมืออาชีพกว่าวงการฟุตบอลบ้านเรามาก จุดประกายให้กับผมอยากทำงานเกี่ยวกับฟุตบอลและต้องเป็นองค์กรระดับนานาชาติเหมือนยูเอ็น”

หลังจากค่ำคืนที่สนามศุภฯจบลง “พาทิศ” ก็ส่งโปรไฟล์ไปให้กับเอเอฟซีพิจารณา หนึ่งสัปดาห์ต่อมามีโทรศัพท์เรียกไปสัมภาษณ์ที่มาเลเซีย ทุกอย่างเป็นด้วยดี ก่อนที่จะตอบตกลงร่วมงานกับองค์กรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย วินาทีนั้นเองกลายเป็นจุดเริ่มของเขากับอาชีพด้านฟุตบอลจนปัจจุบันนี้

 

คนไทยคนแรกในเอเอฟซี

สิ่งที่สร้างความภูมิใจให้กับ “พาทิศ” นอกจากการได้ร่วมงานกับองค์กรฟุตบอลระดับโลกแล้ว ยังเป็นคนไทย “คนแรก” ที่ทำงานกับเอเอฟซี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1954 ก่อนที่อีก 9 ปีต่อมา “ลอเรนโซ ฟอฟิ” จะกลายเป็นคนที่สองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 ที่ผ่านมานี้เอง

งานของพาทิศ ในเอเอฟซีเกี่ยวกับการสื่อสารองค์กร แต่ด้วยความบังเอิญที่ได้เริ่มงานวันแรกพร้อมกันกับ “เบนจามิน ตัน” ซึ่งปัจจุบันเป็น ผอ.คลับ ไลเซนซิง ของสมาคมฯ ทำให้มีความสนิทสนมกัน และการที่เบนจามิน ดูแลรับผิดชอบเฝ่ายจัดการแข่งขัน ก็ทำให้พาทิศได้เรียนรู้เรื่องดังกล่าวไ ปด้วย

“ผมคิดว่าข้อดีของผมคือไม่คิดจะอยู่ที่นี่นาน เลยขอทำทุกอย่างที่ทำได้ อย่างเช่นโปรแกรมอบรมผู้ฝึกสอนหรือการจัดการแมตช์แข่งขันผมก็เข้าไปช่วย แม้กระทั่งยกถังน้ำแข็ง เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งที่เรารักทุกอย่าง”

การทำงานที่เอเอฟซี ทำให้เห็นมุมมองจากหลากหลายชาติ ซึ่งฟุตบอลไทยสามารถนำโมเดลต่างๆมาประยุกต์ใช้ได้ อย่างเช่น “จีน” อาจจะมีการดำเนินการช้า แต่พอทำอะไรจริงจังจะทำได้เร็วเพราะภาครัฐเข้ามามีบทบาท  ส่วน “ญี่ปุ่น” เป็นมืออาชีพทุกอย่างมีพนักงาน 700 คน ใช้ระบบไอทีทำงานทุกอย่างเป็นระบบ ขณะที่ “กาตาร์”จะจ้างคนจากทั่วโลกมาทำงาน เป็นต้น

 

สั่งสมประสบการณ์เต็มเปี่ยม

หลังจากทำงานที่เอเอฟซี 3 ปี “พาทิศ” ได้รับโปรโมทไปดูเรื่องการตลาด แต่ต้องแลกกับการอยู่ต่างประเทศนานขึ้น ซึ่งเป็นโชคดีของพาทิศ เพราะงานในเอเอฟซีที่ผ่านมา ทำให้ได้ติดต่อกับสโมสรฟุตบอลไทยที่ลงเล่นในรายการระดับเอเชีย และเป็น “ชลบุรี เอฟซี” ทีมที่จุดประกายให้เขาได้มาสู่วงการฟุตบอล ชักชวนเข้ามาร่วมงานด้วยกัน

“พาทิศ” รับข้อเสนอของทีม “ฉลามชล” ในปี 2011 เพราะจะได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้ง และงานที่ชลบุรีทำให้เขาได้คลุกคลีกกับฟุตบอลไทยในทุกแง่มุม

จนเข้าสู่ช่วงปลายปี 2013 เมื่อมีเพื่อนจากเอเอฟซี ชักชวนให้กลับไปร่วมงานด้วยอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาไม่อยากไปทำงานต่างประเทศนานๆ แต่ข้อเสนอนั้นคือเข้าไปอยูกับหน่วยงานตรวจจับทุจริตกีฬา ของ“สปอร์ตเรดาร์”สาขาฮ่องกง ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเอเอฟซี และทำงานหลักๆอยู่ในประเทศไทย ทำให้ไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวได้

“ที่สปอร์ตเรดาร์ ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องจริยธรรม ทำการอบรมให้ความรู้ ด้านพนันฟุตบอล ภัยอันตรายและรูปแบบของการล็อกผล บุคคลที่มีความเสี่ยง  ทำให้มุมมองฟุตบอลผมกว้างขึ้นไปอีกระดับ”

 

โฆษกสมาคมฯ กับการบริหารความคาดหวัง

สองปีกับงานที่สปอร์ตเรดาร์ ในช่วงเวลาเดียวกันสมาคมฟุตบอลเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อได้ทีมบริหารชุดใหม่ในปี 2016 ทำให้พาทิศ ได้กลับหวนคืนสู่ฟุตบอลไทยอีกครั้งและคราวนี้เขาจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาฟุตบอลไทยอย่างเต็มตัว

นอกจากบทบาทด้านต่างประเทศแล้ว ยังรับหน้าที่เป็นโฆษกสมาคมฯ ซึ่งพาทิศ เล่าให้ฟังว่างานนี้ คือ “การบริหารความคาดหวัง” เพราะฟุตบลไทยช่วงสองปีที่ผ่านมาคนให้ความสนใจมากขึ้นทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ความคาดหวังจึงมากขึ้นตามไปด้วย

บริษัททั่วไปอาจจะมีฝ่าย “พีอาร์” สำหรับทำหน้าที่นี้เป็นหลัก แต่วงการฟุตบอลซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับมวลชนไม่ต่างกับภาครัฐ จึงจำเป็นต้องใช้คนที่รู้เรื่องในสมาคมฯและไว้ใจได้ เป็นคนสื่อสารออกไปเพียงคนเดียว

ดังนั้นความท้าทายของงานโฆษก ก็คือจะสื่อสารอย่างไรให้เป็นทิศทางเดียวกันว่าสมาคมฯ วางเป้าหมายอย่างไร กำลังทำอะไร และจะทำอย่างไร

“เป็นงานที่ต้องระมัดระวัง แต่ก็ต้องทำให้สิ่งที่พูดไปน่าสนใจด้วย ผมอาจจะไม่ใช่นักพูดมืออาชีพ แต่ถ้าเป็นเรื่องฟุตบอลผมมั่นใจว่าจะตอบได้หมด และก็พยายามให้ทุกฝ่ายพอใจกับสิ่งที่เราสื่อสารออกไป”

เส้นทางในยุทธจักรลูกหนังของ “พาทิศ” แม้ว่าจะไม่ใช่นักฟุตบอลในสนาม แต่ก็ต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญพื้นฐานไม่ต่างกัน อีกทั้งต้องผสานความรู้ วิเคราะห์ปัญหาต่างๆเพื่อนำมา “ปฏิบัติ”

หากใช้แนวคิดของ “ดรักเกอร์” มาเปรียบเทียบ “พาทิศ” จึงเป็นภาพสะท้อนของ “การเรียนรู้เพื่อการปฏิบัติ” ได้เป็นอย่างดี