บัตรทองชะลอโครงการใหม่ๆ หลังไม่ได้งบฯเพิ่มในอัตราที่ต้องการ ย้ำสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับไม่ลดลงแน่นอน
ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวถึงการของบประมาณเหมาจ่ายรายหัวปีงบประมาณ 2561ที่จะได้รับน้อยกว่าที่เสนอขอว่า สำนักงบประมาณพยายามเจียดงบฯให้เท่าที่จะทำได้ ซึ่งงบประมาณที่ได้รับเพิ่มก็ยังถือว่าอยู่ในอัตราการได้รับเพิ่มปีละ 4.2 % ตามที่คณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุลเป็นประธานได้เสนอไว้เป็นแนวทางว่างบฯบัตรทองควรจะได้รับเพิ่มไม่น้อยกว่าปีละ 4.2% จึงจะสามารถคงสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลที่ประชาชนได้รับอยู่ในปัจจุบันให้เหมือนเดิม
“ขอยืนยันว่าแม้จะไม่ได้งบฯเพิ่มขึ้นตามที่มีการเสนอขอฯ แต่สิทธิประโยชน์ที่ประชาชนที่อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองเคยได้รับจะไม่ลดลงอย่างแน่นอน เพียงแต่โครงการใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นจำเป็นต้องชะลอไว้ก่อน โดยอาจจะเสนอของบประมาณกลางปีมาดำเนินการแทนหากเป็นไปได้”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว
นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ปัญหาขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลในสังกัดสธ.ดีขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับระบบการจัดสรรงบประมาณแบบขั้นบันได และมีการวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงเรื่องของการใช้งบประมาณทั้งรายรับ-รายจ่าย การจัดซื้อยาต่างๆต้องมีแผนการ รวมถึงการจ้างคนต้องให้มีความเหมาะสม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบฯบัตรทอง ปี 2561 ก็ต้องมาดูว่าจะพอหรือไม่ อยู่ที่ว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะต้องต่อรองเพิ่มเติม หรือขอเพิ่มจากส่วนอื่นหรือไม่ ก็ต้องจับตาดูสถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาลต่อไป
“มาตรการที่ให้แต่ละโรงพยาบาลหารายได้เข้าโรงพยาบาลได้ด้วยนั้น ตอนนี้ระเบียบเรื่องการอนุญาตให้มีการเปิดคลินิกนอกเวลาก็ออกมาแล้ว มีการกำหนดอัตราค่ารักษา เช่น ค่าแพทย์ออกตรวจ 200 บาท หรือมีค่าอื่น เป็นต้น เพื่อให้มีรายได้บ้าง และให้บริการสำหรับประชาชนที่มีศักยภาพในการจ่าย และคนที่ไม่มีเวลามาโรงพยาบาลในเวลาได้ แต่คลินิกในเวลาก็ยังมีอยู่ และไม่ใช่ว่าทุกโรงพยาบาลจะสามารถเปิดคลินิกนอกเวลาได้ เพราะต้องให้ทางโรงพยาบาลทำประชาพิจารณ์ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ว่าจะให้มีหรือไม่”นพ.โสภณกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูล สปสช.ได้มีการของบประมาณเหมาจ่ายรายหัวบัตรทองปี 2561 จำนวน 141,916 ล้านบาท สำนักงบฯขอปรับลดเหลือ 128,533 ล้านบาท หรือลดไปกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ย 274 บาทต่อประชากร และจากการหารือร่วมกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา สำนักงบฯจะเพิ่มเติมงบฯให้อีก 500 ล้านบาท สำหรับใช้สิทธิประโยชน์ใหม่ 3 รายการ คือ 1.การคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในกลุ่มเสี่ยง อายุ 50 ปีขึ้นไป 2.วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก และ 3.ค่าบริการสาธารณสุขกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน




