นทท.ฝรั่งโวย เงินหายบนรถทัวร์กว่า 9 หมื่น และพบช่องลับในรถ - จนท.ยังไม่ปักใจเชื่อ ชี้ช่องลับมีปกติในรถบางรุ่น
ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30น. วานนี้(6 ก.พ.2560) ได้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 5 ราย เป็นชาวบราซิล 4 คน และ ชาวอิสราเอล 1 คน ได้ร้องเรียนว่า ถูกขโมยทรัพย์สินภายในกระเป๋าสัมภาระ เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เงินไทย และเงินสกุลเชกเกอร์ ของอิสราเอล โดยคิดเป็นค่าเงินไทย รวมประมาณ 94,000 บาท หลังจากที่ได้เดินทางโดยรถทัวร์จาก กทม.มาท่องเที่ยวยังจังหวัดเชียงใหม่ และยังได้ร้องเรียนว่าถูกนำมาปล่อยทิ้งลงที่ปั๊มน้ำมันก่อนถึงปลายทางเชียงใหม่ โดยรถทัวร์คันดังกล่าว เป็นรถโดยสารไม่ประจำทาง (ประเภท 30)ทะเบียน 30-2076 กทม.ของบริษัท เอสโอที จำกัด โดยนายชัยยา แซ่ตั๊น อายุ 46 ปี เป็นคนขับและนายนัฐจ์พร หลงชม อายุ 30 ปี เป็นบริกรประจำรถ ออกเดินทางในวันที่ 5 กพ.60 เวลา 12.00 น.จากถนนพระอาทิตย์ กทม.ขึ้นเชียงใหม่โดยแวะพักรถที่ สลกบาตรกำแพงเพชร ก่อนมาถึงปั๊มบางจาก สาขา สารภีเชียงใหม่ เมื่อเวลา 05.30น.
โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สารภี จ.เชียงใหม่ นำโดย พ.ต.ท.นพดล พิมานศรีวิไล พนักงานสอบสวน สภ.สารภี เป็นเจ้าของคดี ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้โดยสารทั้งหมดรวมผู้เสียหายที่เดินทางมาจาก กทม.เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด จำนวน 22 คน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง เหลือเพียงผู้เสียหายกับพนักงานของบริษัททัวร์เท่านั้น นักท่องเที่ยวที่เหลือต่างแยกย้ายกันเดินทางไปยังที่พักตามที่จองไว้หมดแล้ว จึงนำรถ รวมทั้งคนขับ และพนักงานประจำรถ มาตรวจสอบที่ สภ.สารภี พร้อมให้ผู้เสียหายทั้งหมดยืนยันว่าเป็นรถคันที่โดยสารมาจริง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่ขนส่งเชียงใหม่ยังพบว่ามีช่องลับความยาวประมาณ 3 เมตร อยู่ด้านหลังคนขับทะลุถึงห้องเก็บกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารใต้ท้องรถด้วย
แม้ว่าเบื้องต้น จากการตรวจสอบและตรวจค้น จะไม่พบเงินของกลาง ที่ผู้เสียหายอ้างว่าหายไป และไม่มีพยานหลักฐานว่าได้มีการขโมย หรือมีทรัพย์สินสูญหายจริง หรือร่องรอยของเหตุเช่นรอยฉีก รอยรื้อค้น แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้อายัดรถคันดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ขนส่งตรวจสอบว่ามีการดัดแปลงสภาพรถจริงหรือไม่ รวมทั้งสอบปากคำคนขับ และพนักงานประจำรถที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันเนื่องจากทางบริษัทเจ้าของรถทัวร์ดังกล่าว ได้ทำประกันนักท่องเที่ยวไว้ นางวาสนา อรุณศิริ ตัวแทนบริษัทเอสโอที จึงได้นำเงินมาชดใช้ ให้กับผู้เสียหายเต็มจำนวนทุกคนเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน เป็นจำนวนรวม 94,475 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวจึงไม่ได้ติดใจเอาความแต่อย่างใด
พ.ต.อ.ปิยพงศ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เคยได้รับแจ้งความในเรื่องทรัพย์สินสูญหายระหว่างการเดินทางมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางโดยสารมาทางรถโดยสารไม่ประจำทาง และสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดได้ค่อนข้างยาก ส่วนในคดีนี้ เบื้องต้นไม่พบหลักฐานในการทำความผิดจึงยังไม่สามารถดำเนินคดี หรือแจ้งข้อกล่าวหาผู้ใดได้
แต่ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่ามีการทำเป็นขบวนการ อาจเป็นระหว่างทางช่วงที่มีการจอดรถรับประทานอาหารระหว่างทาง คนร้ายอาจจะใช้เทคนิคขโมยเงินในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวไปบางส่วนเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวรู้ตัว รวมถึงเมื่อคนร้ายได้เงินนักท่องเที่ยวแล้วน่าจะมีเพื่อนร่วมแก๊งมารับเงินไปอีกทอดหนึ่ง จึงไม่มีหลักฐานในรถที่เกิดเหตุ นอกจากนี้เรื่องของช่องลับที่พบแม้ว่าจะสามารถพบเห็นได้ในรถโดยสารบางรุ่น แต่ก็ถือว่าอาจเป็นช่องที่ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้เป็นช่องทางขโมยทรัพย์สินได้จริง
ความคืบหน้า ล่าสุด พ.ต.ท.นพดล พิมานศรีวิไล พนักงานสอบสวน สภ.สารภี เปิดเผยว่า จากการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดถึงการก่อเหตุ เพื่อนำไปสู่การติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุลักทรัพย์ดังที่ได้รับแจ้ง ด้านชัยยา คนขับ และนายนัฐจ์พร บริกร ต่าง ยืนยันไม่มีส่วนรู้เห็นการลักทรัพย์ในรถแต่อย่างใด และตั้งข้อสงสัยไว้หลายประการ อาทิ นักท่องเที่ยว 1 ใน 5 ราย อ้างว่า เงินหายจากทั้งในกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋าสะพายที่อยู่ติดกับตัว และบางส่วนในสัมภาระใต้ท้องรถ โดยอ้างว่ารู้สึกตัวเมื่อรถจอดระหว่าง 2-3 ครั้ง แต่ตนเองไม่ได้ลงจากรถ และเชื่อว่าน่าจะมีผู้ขโมยทรัพย์สินของตนระหว่างที่รถจอดพัก ซึ่งการขโมยใต้ท้องรถอาจเป็นไปได้ แต่ขโมยจากสัมภาระที่อยู่กับตัวระหว่างที่หลับบนรถค่อนข้างเป็นไปได้ยาก
นอกจากนั้นจากการสืบสวน ทราบว่า ช่องลับที่กล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วก็คือช่องทางที่พนักงานประจำรถใช้ในการนำสัมภาระเข้าไปไว้ใต้ท้องรถ หรือสามารถนำสิ่งของที่จำเป็นออกมาใช้ได้ระหว่างทางโดยที่ไม่ต้องหยุดรถ ซึ่งเป็นช่องทางที่มีเป็นปกติในรถโดยสารบางรุ่น ไม่ถือว่าเป็นช่องลับแต่อย่างใด รวมถึงการแจ้งความที่ว่าถูกเจ้าพนักงานรถโดยสารนำมาทิ้งระหว่างทางนั้น ตามกฎรถโดยสารไม่ประจำทาง(30) จะไม่สามารถรับส่งผู้โดยสารได้ที่สถานีขนส่ง จะจอดส่งผู้โดยสารที่ปั้มน้ำมัน และจะมีรถตู้บริการนำส่งนักท่องเที่ยวตามที่พักมารับตามปกติ อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะได้เร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง และดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด หากมีการก่อเหตุจริงอย่างถึงที่สุด แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อด้านการให้การของนักท่องเที่ยวทั้งหมด เนื่องจากคำให้การของนักท่องเที่ยวยังค่อนข้างสับสน และมีข้อพิรุธหลายประการ และหากทรัพย์สินสูญหายจริง ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้เต็มที่ว่าหายบนรถ หรือสูญหายเองหรือระหว่างที่ลงรถช่วงพักระหว่างทาง ซึ่งจะต้องมีการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อไป





