ผ่านไป 25 นัดแล้วสำหรับลีกฟุตบอลอาชีพ ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก นั่นก็คือ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
ที่ในขณะนี้ตำแหน่งต่างๆ ของตารางก็ดูชัดเจนว่าทีมใดจะมีสิทธิ์คว้าแชมป์ หรือทีมใดมีลุ้นไปเล่นในฟุตบอลยุโรปทั้งถ้วยเล็ก และถ้วยใหญ่
รวมไปถึงในโซนตกชั้น ที่ตั้งแต่อันดับ 15-20 นั้นคะแนนสูสีกันมาก โดยห่างกันไม่ถึง 5 แต้ม และที่ไม่น่าเชื่อ คือหนึ่งในนั้นมี่ชื่อของ “เลสเตอร์ ซิตี” แชมป์เก่าจากปีที่แล้ว ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 132 ปีของการก่อตั้งสโมสร
ทำให้หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทีม “จิ้งจอกสยาม” ในซีซั่นนี้ ทั้งๆที่ตัวผู้เล่น แผนการเล่น และผู้จัดการทีม ก็คือหน้าเดิมๆที่เราเห็นเมื่อฤดูกาลก่อน จนสื่อหลายสำนักมองว่าอาจอีกหนึ่งทีมแชมป์ลีก ที่กระเด็นตกชั้นเหมือนหลายทีมในอดีตก็เป็นได้
ขาด‘ก็องเต’ส่งผลร้ายแรง
หลังจากที่ทีม “จิ้งจอกสยาม” ตัดสินใจปล่อยตัว เอ็นโกโล ก็องเต มิดฟิลด์ตัวตัดเกมดีกรีทีมชาติฝรั่งเศส ออกจากถิ่น “คิง เพาเวอร์ สเตเดียม” ไปให้กับ เชลซี ด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,760 ล้านบาท) ผลงานของทีมก็ตกลงอย่างน่าใจหาย
แม้ เคลาดิโอ รานิเอรี กุนซือของทีม จะพยายามหาตัวแทนเพื่อเล่นในตำแหน่งของ ก็องเต ทั้ง นอมปาลิส เมนดี กองกลางที่ดึงตัวมากจากนีซ ตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่น และ วิลเฟรด เอนดิดีมิดฟิลด์ดาวโรจน์จากเกงค์ ที่เพิ่งดึงตัวมาเมื่อตลาดหน้าหนาว แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถทดแทน ก็องเต ที่ “สกาย สปอร์ตส” สื่อชื่อดังของอังกฤษ เผยสถิติออกมาว่า เป็นนักเตะที่เข้าสกัดคู่แข่งได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกถึง 253 ครั้ง จาก 59 นัด เฉลี่ยนัดละ 10 ครั้ง ทำให้เกมรับของทีมต้องทำงานหนักขึ้น จนเป็นเหตุให้เสียไปแล้วถึงประตู 38 ประตูจาก 23 นัด ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้วในเวลาเดียวกัน ที่เสียเพียง 27 ประตูเท่านั้น
แรงกระตุ้นที่หายไป
สังเกตได้ว่าในซีซั่นนี้ บรรดาตัวหลักของทีมต่างพากันฟอร์มตก เริ่มจากในรายของ เจมี วาร์ดี หัวหอกทีมชาติอังกฤษ ฤดูกาลนี้มีผลงานโดดเด่นเกมเดียวคือ ยิงแฮตทริกใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี 4-2 และเพิ่งซัดไป 5 ประตู เท่านั้น ทั้งๆที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวของลีก
เช่นเดียวกับ ริยาด มาห์เรซ ตัวรุกเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ พีเอฟเอ ฤดูกาลที่แล้ว ที่ดูเหมือนเสียสมาธิจากเกมหลังจากมีข่าวพัวพันกับทีมใหญ่ ทั้ง บาร์เซโลนา และ อาร์เซนอล จนทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาตกลงไปอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลกระทบต่อเกมรุกของทีมเป็นอย่างมาก
รวมถึงนักเตะคนอื่นๆ ก็ดูเหมือนขาดแรงกระตุ้นเวลาเล่นเกมลีกต่างจากซีซั่นก่อน ที่ในส่วนของเกมรุกแม้ทีมจะตามหลังอยู่ก็จะสู้จนวินาทีสุดท้าย หรือเกมรับ หากทีมนำอยู่ก็สามารถรักษาสกอร์ และเก็บ 3 แต้มได้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในปีนี้ เลสเตอร์ มีถ้วยให้เล่นหลายรายการ โดยเฉพาะใน “ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก” ที่พวกเขาได้ไปแข่งขันเป็นครั้งแรก และเก็บ 13 แต้มในรอบแบ่งกลุ่ม ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปพบกับ เซบีญา จึงอาจไปโฟกัสในถ้วยดังกล่าวแทน
ทุกสิ่งผิดพลาด
สาเหตุหลักที่ทำให้ทีม เลสเตอร์ ซิตี ฟอร์มสะดุด คือแผนการเล่นที่ใช้การรับอย่างมีระเบียบ และสวนกลับอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหลัก ซึ่งได้ผลอย่างมากในซีซั่นที่แล้ว แต่ในฤดูกาลนี้ดูเหมือนคู่แข่งจะสามารถจับแผนดังกล่าวได้ และใช้แผนนี้ย้อนใส่พวกเข้า ซึ่งถึงแม้ว่า เคลาดิโอ รานิเอรี ผู้จัดการทีมจอมเก๋า จะพยายามแก้เกม ทั้งการเปลี่ยนแผนการเล่นจาก 4-4-2 มาเป็น 3-5-2 รวมถึงการสลับตำแหน่งนักเตะบางคน เพื่อให้ทีมเกิดความสมดุลมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถพาทีมกลับสู่ฟอร์มที่ควรเป็นได้ และกลายเป็นทีมแชมป์เก่าที่มีแต้มน้อยที่สุดใน 24 เกมนับตั้งแต่ตั้งลีกมา และต้องมาดิ้นรนหนีการตกชั้นในขณะนี้
ขณะที่การเล่นในถิ่น “คิง เพาเวอร์ สเตเดียม” ที่เคยเป็นจุดแข็งเมื่อซีซั่นที่แล้ว โดยพวกเขาปราชัยให้กับ อาร์เซนอล เพียงเกมเดียวเท่านั้น แต่ในปีนี้แม้แฟนบอลจะตะโกนเชียร์กันกระหึ่มสนามเช่นเดิม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ควรเป็นได้ และแพ้ไปแล้ว 3 นัด
โดยกุนซือชาวอิตาเลียน ออกมากล่าวถึงผลงานของทีมในฤดูกาลนี้ว่า “มันเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะทุกสิ่งดูผิดพลาดไปหมดสำหรับพวกเรา ต่างกับฤดูกาลก่อนที่ทำอะไรก็ลงตัว และตนเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
จากนี้ไปคงต้องดูว่าพลพรรค “เดอะ ฟ็อกซ์” จะสามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองในเกมลีกกลับมาได้หรือไม่ หรือหากยังมีฟอร์มแบบนี้ต่อไป อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทีม ก่อนที่พวกเขาจะต้องกระเด็นตกชั้นไปทั้งๆที่คว้าแชมป์ได้เพียงซีซั่นเดียว


