เกษตรกรชี้เลี้ยง “ไหมอีรี่” เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้สูงสุด 7,000 บาท/รุ่น บริษัทผลิตเส้นด้า ยรับซื้อรังไหม100% ให้ราคามากกว่าไหมหม่อน1เท่า
นายนิทัศน์ จันทร ประธานกลุ่มท่อผ้าภูจาง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี กล่าวว่า เดิมทีตนเป็นเกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง แต่ปัจจุบันหันมาเลี้ยงหนอนไหมและผลิตเสื้อผ้าจากไหมอีรี่อย่างเต็มรูปแบบ เพราะทาง มก.(มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) มาให้ความรู้และชี้ว่าเลี้ยงง่ายและราคาสูงกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ขณะนี้
ปัจจุบันตนเลี้ยงหนอนไหมอีรี่ 20-30 กรัม/รุ่น เลี้ยง 1-2 รุ่นต่อเดือน สร้างรายได้จากการขายดักแด้ รังไหม 3,500-7,000 บาท/รุ่น และสามารถขายผ้าทอจากไหมอีรี่ 500-1500 บาท/ผืน ผ้าที่ได้รับความนิยมคือ ผ้าชาติพันธุ์
นายนิทัศน์ กล่าวอีกว่า หนอนไหมอีรี่เลี้ยงงานและประหยัดต้นทุนกว่าเลี้ยงหนอนไหมหม่อน เพราะเลี้ยงด้วยวิธีทางธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี การเลี้ยงไหมอีรี่จะแบ่งเป็น 5 ช่วง ช่วง 1-3 ให้หนอนไหมกินใบละหุ่งเพราะจะช่วยให้หนอนไหมโตเร็ว ช่วง 4-5 ให้กินใบมันสัมปะหลัง
นางสาวปาจรีย์ คิวเจริญวงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สปันซิลค์ เวิลด์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันไหมอีรี่ได้รับความนิยมจากตลาดประเทศญี่ปุ่นและยุโรปเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเส้นไหมที่ปลอดสารเคมี จึงเป็นที่นิยมต่อกลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยมีเปอร์เซ็นส่งออกถึง 80% ในต่างประเทศ และส่งคืนสู่หัตถกรรมภายในประเทศ 20% ลักษณะเส้นใยไหมอีรี่มีความเบา นุ่ม ให้ความอบอุ่นและไม่วาว ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่แปลรูปคือ เสื้อผ้าใส่ประจำวัน เครื่องนอน และเสื้อผ้าแบรนด์เนม เป็นต้น
ทั้งนี้ไหมอีรี่จากประเทศไทยยังได้รับการยอมรับจากตลาดโลกว่า เป็นที่ 1 เรื่องไหมอีรี่ เนื่องจากเกษตรกรดูแลไหมอีรี่ดี ทำให้ไหมอีรี่ที่ได้ดูขาว ใส และสะอาด
“ความต้องการไหมอีรี่ในต่างประเทศมีจำนวน แต่พบว่าวัตถุดิบผลิตเส้นได้มีน้อย คิดเป็น 1.5 % เมื่อเทียบกับการผลิตเส้นได้จากไหมหม่อน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการส่งออก ปัจจุบันจึงแก้ปัญหาโดยการรับซื้อรังไหมจากเกษตรกรทั้งหมดมาสะสมไว้ แล้วเสนอข่ายทีเดียว โดยราคารับซื้อรังไหมอีรี่อยู่ที่ 250-300 บาท/ก.ก.ซึ่งราคาสูงกว่าไหมหม่อน 1 เท่าตัว ราคารับซื้อรังไหมหม่อนอยู่ 120-140 บาท/ก.ก.” นางสาวปาจรีย์ กล่าวทิ้งท้าย
ผศ.ดร.อุไรวรรณ นิลเพ็ชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มก. กล่าวถึงปัญหาการเลี้ยงไหมอีรี่ว่า เริ่มแรกตนสนับสนุนการเลี้ยงไหมอีรี่แก่เกษตรกรเป็นเพียงอาชีพเสริมเท่านั้น ทำให้รังไหมไม่เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรมในการส่งออกต่างประเทศ แต่ปัจจุบันเริ่มมีกลุ่มผู้เลี้ยงไหมเป็นอาชีพหลักเพิ่มมากขึ้น จึงคาดว่าตลาดไหมอีรี่คงเติบโตได้ดีในอนาคต
รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า การเพิ่มกำลังการผลิตไหมอีรี่ต้องให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนเพิ่มเติมด้วย เนื่องจาก สกว. ไม่มีทุนสำหรับช่วยเหลือเกษตรได้รอบด้าน สามารถทำได้เพียงให้องค์ความรู้แก่เกษตรกร อนาคตข้างหน้าอาจมีการนำสารสกัดจากหนอนอีรี่ไปทำเครื่องสำอาง หรือผลิตเป็นยาในการรักษาโรคในอนาคต





