หลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับวงการกรีฑา ด้วยผลงาน “ทริปเปิล-ทริปเปิล” หรือการคว้า 3 เหรียญทอง
จากการวิ่งระยะ 100, 200 และผลัด 4x100 เมตร ติดต่อกันใน โอลิมปิก 3 สมัย
ยูเซน โบลต์ สุดยอดลมกรดชาวจาเมกา ต้องพบกับข่าวร้ายก่อนอำลาวงการ เมื่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ ไอโอซี ประกาศริบเหรียญรางวัล 4x100 เมตรใน โอลิมปิกเกมส์ ที่ปักกิ่ง เมื่อปี 2008 แล้ว ด้วยปัญหาเรื้อรังไม่จบสิ้นในวงการกรีฑา
ทริปเปิล-ทริปเปิล
9 เหรียญทองของ โบลต์ ถือเป็นสถิติสูงสุดสำหรับนักกรีฑา เท่ากับ ปาโว เนอร์มี (ฟินแลนด์) และ คาร์ล ลูอิส (สหรัฐ) โดย เนอร์มี ทำได้จากการวิ่งระยะไกล และครอสคันทรี ส่วนกรณีของ ลูอิส มีถึง 4 เหรียญที่ได้จากการกระโดดไกล
ขณะที่ โบลต์ เป็นเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้ 9 เหรียญจากการวิ่งระยะสั้นทั้งหมด
ในการวิ่งระยะ 100 และ 200 เมตรนั้น โบลต์ กวาดทั้ง 6 เหรียญทองมาครองแบบไร้คู่แข่ง ขณะที่ในประเภท 4x100 เมตร เจ้าตัวก็ได้ร่วมทีมกับลมกรดชั้นยอดจนสร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ
ในปักกิ่งเกมส์ ทีม 4x100 ของ จาเมกา ประกอบด้วย โบลต์, เนสตา คาร์เตอร์, ไมเคิล เฟรเตอร์ และ อซาฟา พาวล์ ด้วยเวลาที่เป็นสถิติโลก คือ 37.10 วินาที ก่อนจะทำลายสถิติอีกครั้งใน 4 ปีถัดมาที่ลอนดอน โดย โบลต์ ยังเป็นตัวยืนเช่นเดิม ร่วมด้วย คาร์เตอร์, เฟรเตอร์ และ โยฮัน เบลค ด้วยเวลา 36.84 วินาที ขณะที่ใน ริโอเกมส์ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อ พาวล์ กลับมาประสานงานกับ โบลต์, เบลค และ นิคเคิล แอชมีด แม้จะไม่สามารถทำลายสถิติได้ (37.27 วินาที) แต่ก็เพียงพอต่อการได้เหรียญทองสุดท้ายมาครอง
โซชิ เอฟเฟกต์
อย่างไรก็ดี “ทริปเปิล-ทริปเปิล” ของ โบลต์ ก็เป็นอดีตไปเรียบร้อย เมื่อทีมวิ่งผลัด 4x100 เมตรของจาเมกา ชุดเหรียญทองที่ปักกิ่ง ถูกริบเหรียญทอง เนื่องจาก เนสตา คาร์เตอร์ หนึ่งในสมาชิกของทีมไม่ผ่านการตรวจสารกระตุ้นย้อนหลัง
แม้หลังสิ้นสุดการแข่งขันเมื่อ 9 ปีก่อน ผลการตรวจของ คาร์เตอร์ จะยังเป็นเนกาทีฟ แต่ภายหลังหน่วยงานต่อต้านการใช้สารกระตุ้น หรือ วาดา นำเสนอรายงานของ ดร. ริชาร์ด แม็คลาเรน ว่าด้วยการที่หน่วยงานรัฐของรัสเซีย มีส่วนรู้เห็นกับการใช้สารกระตุ้นต้องห้ามของนักกีฬาในหลายทัวร์นาเมนท์สำคัญ โดยเฉพาะ โซชิ เกมส์ 2014 ส่งผลให้ ไอโอซี ตัดสินใจนำตัวอย่างปัสสาวะของนักกีฬา 454 ราย กลับมาตรวจซ้ำ
จนนำมาสู่การประกาศแบนนักกีฬาและยึดเหรียญรางวัลย้อนหลังหลายกรณี ทั้งจาก ปักกิ่ง และ ลอนดอน เกมส์ และ คาร์เตอร์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังถูกตรวจพบสารต้องห้าม เมธิลเฮกซาเนอามีน แต่ไม่มีการประกาศถึงสถานะเหรียญทอง 4x100 เมตร ในลอนดอน ซึ่ง คาร์เตอร์ ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมเช่นกัน
ทันทีที่รับทราบผลตรวจดังกล่าว ทนายของ คาร์เตอร์ ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทันทีว่าเตรียมยื่นอุทธรณ์ในเรื่องนี้กับศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา หรือ ซีเอเอส เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความ
ผิดคือผิด
การตรวจย้อนหลังนี้เป็นมาตรฐานที่ ไอโอซี วางไว้ ด้วยการกำหนดให้เก็บรักษาตัวอย่างปัสสาวะนักกีฬาไว้ถึงสิบปี เผื่อในกรณีที่มีเทคโนโลยีในการตรวจสอบที่แม่นยำกว่า ก็สามารถนำมาตรวจสอบย้อนหลังได้ และกรณีนี้ ทาง ไอโอซี ก็ได้แจ้งกับทาง จาเมกา ตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้วว่า จะมีการตรวจสอบย้อนหลัง (B-test)
ขณะเดียวกัน การที่นักกีฬาทำผิดเพียงคนเดียว ก็เป็นกฎที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าทั้งทีม จะต้องถูกริบเหรียญรางวัล ยกเว้นในกรณีของ แมเรียน โจนส์ ที่ถูกริบเหรียญวิ่งผลัด 2 เหรียญ ในโอลิมปิกที่ซิดนีย์ แต่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ยังได้รับอนุญาตให้เก็บเหรียญไว้ หลังยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อ ซีเอเอส
ในกรณีของ จาเมกา ทาง ไอโอซี ได้แจ้งแก่สหพันธ์กรีฑานานาชาติ หรือ ไอทีเอฟ ถึงเรื่องการเปลี่ยนผลแข่งขันแล้ว โดย ตรินิแดดและโตเบโก, ญี่ปุ่น และ บราซิล ซึ่งได้อันดับ 2-4 จะได้เลื่อนขึ้นมาตามลำดับ พร้อมแจ้งสหพันธ์กรีฑาจาเมกาให้คืนเหรียญรางวัลเช่นกัน
เหรียญที่หายไป
แม้ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แต่บทลงโทษครั้งนี้ย่อมกระทบกับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของ โบลต์ โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“มันน่าผิดหวัง เพราะหลายปีมานี้ คุณทำงานหนักเพื่อเหรียญทอง และการเป็นแชมเปียน มันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมพยายาม” โบลต์ กล่าวถึงกรณีของ คาร์เตอร์ เมื่อกลางปีที่แล้ว “และหากผมจะต้องคืนเหรียญทองให้กับ ไอโอซี จริงๆ ผมก็จะทำ มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม”
ขณะที่ มาร์ลอน เดวอนนิช อดีตสมาชิกทีมกรีฑาสหราชอาณาจักรชุดเหรียญทอง 4x100 เมตรที่ เอเธนส์ ซึ่งเคยถูกริบเหรียญในกรีฑาชิงแชมป์โลกมาก่อน เพราะ ดเวน แชมเบอร์ส เพื่อนร่วมทีมไม่ผ่านการตรวจ ก็ตำหนิ คาร์เตอร์ ว่าความเห็นแก่ตัว ย้อนกลับมาทำลายทุกสิ่งที่เพื่อนร่วมทีมพยายามสร้างขึ้นมา
“ในการวิ่งผลัด ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน มันเรื่องความสัมพันธ์มาเกี่ยวข้องด้วย ผมแน่ใจว่า โบลต์ และคนอื่นๆในทีมคงผิดหวังมาก ดเวน อาจจะขอโทษผมแล้ว แต่สิ่งนั้นจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต”
ในความเป็นจริง แม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้ภาพลักษณ์สุดยอดนักวิ่งของ โบลต์ หายไป แต่ผลงานที่จะเป็นตำนานให้พูดถึงนานเท่านาน ก็สลายไปเรียบร้อย ด้วยสิ่งที่เจ้าตัวไม่ได้เป็นคนทำ





