เตือน 5 จว.ภาตใต้ "สงขลา ตรัง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส" พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมอีกระลอก ฝนตกหนักท่วมแน่
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 ที่อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการได้แถลงข่าวชี้แจงมาตรการช่วยเหลือภาวะน้ำท่วมภาคใต้ โดยมี นายสุรพงษ์ สารปะ ผอ.ส่วนพยากรณ์อากาศกลาง กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า สภาพอากาศของไทยมีการเปลี่ยนแปลง ฝนมีการตกผิดปกติ โดยเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ มีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี ซึ่งหากมองเรื่องสภาพการเปลี่ยนแปลงอากาศโลก เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้เคยเกิดขึ้นมาปลายปี2553 เข้าสู่ต้นปี 2554 แต่ผลกระทบไม่รุนแรงมาก เพราะครั้งนี้ แม้ฝนจะมาเพียงไม่กี่วัน แต่ปริมาณน้ำฝนเยอะมาก เช่น จ.นราธิวาส ฝนตก ประมาณ 600 มม.ต่อวัน ,หาดใหญ่ 500 มม.ต่อวัน และด้วยสภาพการเตรียมพร้อมรองรับน้ำท่วมในภาคใต้นั้น อดีตจะรองรับเพียง 100-200 มม.ต่อวัน แต่เมื่อปริมาณน้ำฝนมาก ทำให้เกิดอุทกภัยอย่างแน่นอนถึงจะไม่มีพายุเข้าก็ตาม
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปว่ากรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีการจัดทำแผนในการให้ข้อมูลเชิงวิชาการแก่ประชาชน ที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจการบอกข่าว พยากรณ์อากาศ เช่น การจะบอกว่าฝนตกในพื้นที่ คงไม่ได้บอกว่าฝนตกหนักเท่านั้น แต่จะบอกว่า ฝนตกหนัก สูงกว่าพื้นที่เท่าไหร่ เป็นต้น เป็นการบอกข่าวพยากรณ์ที่ไม่ได้เน้นเฉพาะคำพูด ภาษา ศัพท์ที่เข้าใจง่ายเท่านั้น แต่จะเน้นกราฟฟิค ให้เห็นว่าฝนปริมาณเท่าใด เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ ขณะเดียวกัน กรมต่างๆ สามารถนำข้อมูลไปประมวณเรื่องน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ แจ้งเตือนประชาชนต่อไป นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีการจัดระบบ คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง เพื่อบอกว่าแต่ละพื้นที่ แต่ละแห่งมีปริมาณน้ำฝนเป็นอย่างไร มีผลที่แน่นอน มีการพัฒนาระบบเตือนภัย และปรับการใช้ศัพท์พยากรณ์อากาศซึ่งเป็นศัพท์วิชาการ ไม่สามารถสื่อสารกับชาวบ้านได้ จะเป็นการใช้คำที่ง่าย และจะมีการสร้างเครือข่ายประชาชน การมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะชุมชน หน่วยงานราชการดูข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงมีการเผยแพร่ข่าวโดยใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น ซึ่งในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ก็ได้มีการแจ้งเตือน โดยประสานไปกับหน่วยงานอื่นๆ
ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งนั้น แนวโน้มการวิเคราะห์ระยะยาว สภาพอากาศคงใกล้เคียงค่าเฉลี่ยปกติ คือ ฝน จะเริ่มตกในเดือนพ.ค. และไม่เหมือนปีที่ผ่านมาซึ่งฝนจะมาช้า ส่วนเรื่องปัญหาน้ำต้นทุนน้อยนั้น ปีนี้คาดการณ์ว่าฝนปกติ แต่การใช้น้ำของประชาชน เมื่อดูปีที่ผ่านมา เรามีการกักเก็บน้ำพอสมควร แต่ตอนนี้หลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ภาวะแล้ง ดังนั้น ปีนี้สถานการณ์ภัยแล้วคงไม่เหมือนปี 2558 แต่อยากให้คำนึงถึงเรื่องการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะตอนนี้คนไทยใช้น้ำมากกว่าอดีต และไม่ได้คำนึงถึงสภาพเปลี่ยนแปลงอากาศ ฉะนั้น ปีนี้สภาพอากาศไม่ได้แปรปรวนแต่มีปัญหาภัยแล้งเกิดขึ้นซ้ำซากอย่างแน่นอน
นายสมนึก สุขช่วย รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่ากรมฯ ได้มีการใช้เครื่องมือเตือนภัยน้ำท่วม ดินถล่ม ติดไว้บนพื้นที่เสี่ยงภัยต่าง ซึ่งปัจจุบันมีการติดตั้งทั่วประเทศ และในส่วนของพื้นที่ภาคใต้มีการจัดตั้งทั้งหมด 271 จุด ตั้งแต่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงจ.ยะลา โดยตั้งอยู่ในพื้นที่เชิงเขา เครื่องดังกล่าวจะมีระบบการวัดปริมาณน้ำฝน และแจ้งเตือน 3 ระดับ คือ ให้ประชาชนเฝ้าระวัง เตรียมตัวอพยพ และอพยพ และมีระบบการวัดระดับน้ำที่อยู่ห่างจากหมู่บ้าน 2-3 กม. เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนรู้ตามสถานการณ์ โดยตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนรับรู้ ช่วงฝนตกวันที่ 1-11 ม.ค.2560 มีการเตือนอพยพ 241 ครั้ง วันที่ 17-21 ม.ค. 2560 มีการแจ้ง เตือนอพยพ 31 หมู่บ้าน และวันที่ 1-21 ม.ค.2560 แจ้งอพยพ 271 หมู่บ้าน
นายสมนึก กล่าวต่อไปว่า ส่วนแผนระยะยาวจะมีการจัดวางระบบระบายน้ำใหม่หมด เพราะที่ผ่านมาระบบไม่สามารถระบายออกได้ อีกทั้งต้องมีการจัดวางโครงสร้างพื้นที่ อาคาร สถานที่ต่างๆ และต้องมีการจัดทำผังเมืองในเขตภาคใต้ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาทางน้ำ และต้องดูโครงสร้างที่ขวางทางน้ำ ถนนต่างๆ ให้เหมาะสม เพราะมีการปรับเปลี่ยนที่ดิน การถ่มดินในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต้องหลีกเลี่ยง รวมถึงต้องมีการคำนวณค่าปรมาณน้ำ รองรับ เนื่องจากครั้งนี้ ปริมาณน้ำสูงมาก
นายณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าตอนนี้ กรมชลประทานซึ่งตั้งมาประมาณ 100 ปี ได้มีการปรับบทบาท ภารกิจหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งอดีตการตั้งกรมชลประทาน จัดหาน้ำเพื่อการเกษตร ทำให้วิธีคิด เครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เขื่อน ฝาย ระบายน้ำ ล้วนเป็นเครื่องมือเพื่อการเกษตรเท่านั้น ดังนั้น เขื่อนต่างๆ ภาคใต้ออกแบบสมัยเก่าไม่สามารถทำให้ระบายน้ำออกได้ทัน และเมื่อมีการเกิดฝนตกหนัก แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน แต่ปริมาณน้ำฝนเยอะมาก เช่น ในช่วงวันที่ 1-6 ม.ค. 2560 พื้นที่จ.นครศรีธรรมราช บางวันมีปริมาณน้ำฝน 1000 มม. ทำให้อุปกรณ์เครื่องมือที่มีอยู่ไม่สามารถระบายน้ำออกได้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้มีการออกแบบให้เขื่อนสมัยใหม่ ให้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ รวมถึงมีการเตือน แจ้งภัย บอกระดับปริมาณน้ำต่าง ๆได้
“ที่ผ่านมา กรมชลประทานมีการเตือนภัยตลอดเวลา แต่ยังไม่ทันกับความเสียหาย เพราะปริมาณน้ำฝน ต่อให้ตกเพียง 1-3 วัน แต่ปริมาณฝนประมาณ 1000 มม.ต่อวัน สูงมาก ซึ่งในพื้นที่ โครงสร้างต่างๆ เองไม่ได้รอบรับการจัดการปริมาณน้ำฝนที่มาก แต่ทุกหน่วยงานได้พยายามทำงานเชิงรุก มีการเตือนภัย และตั้งใจลดความสูญเสียให้มากที่สุด โดยได้ดันน้ำ สูบน้ำ เอาน้ำออกจากพืนที่ให้เร็วที่สุด อย่างพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช เดิมมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ ประมาณ 1,000 ลบ. สูบน้ำออกได้ประมาณ 200 ลบ. ฝนก็ตกมาอีก เช่นเดียวกับ จ.นราธิวาส ตกเฉลี่ย วันละประมาณ 300 มม.และตกเพียง2-3 วัน ความเสียหายเยอะมาก และคาดว่า พอน้ำลดลงไปได้ ระดับหนึ่ง ในช่วงวันที่ 23-25 ม.ค.นี้ฝนก็จะตกอีก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การประเมิน การคาดการณ์ ตกแล้วเตือนไม่เพียงพอ ต้องมีการวิเคราะห์และบอกชัดๆ ว่าน้ำท่วมแน่นอน เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบ”นายณรงค์ กล่าวและว่า สำหรับปัญหาการคัดค้านการสร้างเขื่อนในพื้นที่ภาคใต้นั้น เรื่องนี้ทางกรมชลประทาน ได้มีการทำความเข้าใจกับประชาชน และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการสร้างเขื่อนสามารถช่วยแก้ปัญหาได้
ดร.อรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดี กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่าทุกครั้งที่เกิดภาวะน้ำท่วม ประชาชนจพขาดน้ำดื่ม น้ำใช้ น้ำบาลดาลจึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยได้ คือ นำน้ำบาดาลสะอาดเข้าไปช่วยประมาณในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ ช่วยไปแล้วเกิน 2 แสนลิตร และมีรถปรับปรุงคุณภาพน้ำ เข้าไปได้4 พื้นที่ ได้แก่ ตรัง สุราษฎร์ฯ ประจวบฯ และพัทลุง เพื่อไปผลิตน้ำให้ชาวชาวมีน้ำใช้ รวมถึง มีจุดจ่ายน้ำถาวร ในพื้นที่ต่างๆ เกือบ 100 แห่ง 12 พื้นที่ ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้วได้เข้าไปสำรวจ พบว่าต้องดูแลทำความสะอาดบ่อน้ำบาดาล 3,194 บ่อ จากบ่อน้ำบาดาล 7,000 กว่าบ่อ ซ่อมบำรุงรักษาบ่อน้ำดื่ม ซื้อแกลลอนเพื่อผลิตน้ำให้แก่ประชาชน
นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ได้พยายามเตือนประชาชนในพื้นที่ ให้ตระหนักรู้ตัว รับมือสถานการณ์น้ำทวม เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อม บอกจุดเสี่ยง จุดปลอดภัย ขณะที่หน่วยงานพยายามวิเคราะห์สภาพฝน และน้ำเป็นอย่างไร เพื่อแจ้งให้คนในพื้นที่รับทราบ รีบระบายน้ำลงทะเล
ทั้งนี้ ด้วยสภาพภูมิประเทศภานใต้ มีภูเขาอยู่ตรงกลาง ทำให้หานเปิดถนน ทำท่อ เปิดสะพาน เพื่อระบายน้ำลงทะเลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทุกหน่วยงานภาครัฐจะเร่งระบายน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุดเยอะ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ จ.ที่ไม่ได้มีปัญหา คือสตูล พังงา และภูเก็ต ส่วน 12 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ คลี่คลายไปได้แล้ว 5 จังหวัด อีก แต่ 7 จังหวัดกำลังแก้ไขปัญหา ส่วนจังหวัดที่ วิกฤตได้แก่ จ. นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และพัทลุง เนื่องจากมีลุ่มน้ำก่อนสู่พร่องน้ำสู่ทะเล กำลังเร่งระบายน้ำ และการดูแลประชาชน ทั้งเรื่องอาหาร ถุงยังชีพ การสัญจรต่างๆ คมนาคมไม่ให้ถูกตัดขาด และสำหรับพื้นที่ เฝ้าระวังหลังจากนี้ได้แก่ จ.สงขลา ตรัง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส มีฝนตกก็พร้อมจะท่วมสูง





