"..ควรให้นักท่องเที่ยวร่วมกันปลูกต้นค้อ หาก 1 ปี มีนักท่องเที่ยว 5 แสนคน ก็จะมีต้นค้อเพิ่มขึ้น 5 แสนต้น.."
“ธรรมชาติคือชีวิต” คำนี้เปรียบเสมือนถิ่นฐานกำเนิดและที่พักพิงของเหล่าสัตว์ พืชพันธุ์ต้นไม้ และมนุษย์ สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน หากขาดสิ่งไหนไป โลกคงขาดสมดุลของชีวิต การใช้ชีวิตบนโลกที่บางครั้งก็มีทางเลือกไม่มากนัก ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าธรรมชาติอาจตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มนายทุน ธรรมชาติจึงกลายเป็นเหยื่อการค้าแบบไม่ได้ตั้งใจ “เขาค้อ” คือหนึ่งในเหยื่อทางธุรกิจการท่องเที่ยว ธรรมชาติถูกระบบทุนนิยมกัดกิน ส่งผลให้ธรรมชาติเสียสมดุล
สำนักประสานงานวิจัยและพัฒนาเชิงพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง (สกว.) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนเรศวร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จับมือกับชุมชนบ้านเขาค้อ จัดโครงการ Green Khaokho โดยมีตัวแทนจากภาครัฐภาคเอกชน นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และผู้นำชุมชน เข้าร่วมเพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ คือท่องเที่ยวอย่างไรให้ธรรมชาติไม่ถูกทำลาย
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนวิจัย และผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนและสังคม กล่าวว่า เดิมทีนักท่องเที่ยวจะมาเฉพาะหน้าหนาว แต่พบงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่าเขาค้อสามารถท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จึงอยากผลักดันงานวิจัยดังกล่าวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
วิกฤตต้นค้อ
นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอร่วมเข้าตรวจการบุกรุกผืนป่าบนเขาค้อ กับหน่วยงานกรมป่าไม้และหน่วยงานทหาร กรณีพบผู้ประกอบการถึง 900 ราย ได้มีการตรวจสอบตลอดเวลา ส่วนรายไหนที่ทำผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และรื้อถอนทันทีที่มีคำสั่งศาล
“มีนักท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบูรณ์ปีหนึ่งเกือบ 2 ล้านคน นักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 1 หมื่นคน แต่ที่ผ่านมามีการใช้ทรัพยากรบนเขาค้อจำนวนมาก แต่กลับขาดการดูแลเชิงคุณภาพ แต่ทางภาครัฐฯก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้นำโครงการ Greeen Khaokho มาจัดระเบียนการท่องเที่ยว ส่วนเรื่องขยะได้ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ในการกำจัดขยะ 10 ตันต่อวัน ” นายพิบูลย์กล่าว
นายจักรพงษ์ ทองเปลว เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า เดิมทีเขาค้อมีต้นค้อจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ตัดต้นค้อแล้วเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทางการเกษตร และยังพบอีกว่ากล้าไม้ต้นค้อไม่เพียงพอ เพราะไม่มีคนปลูกกล้าไม้ ส่วนการดูแลกล้าไม้ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี และต้องรอเวลา 10 ปี ต้นค้อถึงจะใหญ่โตเต็มที่ ทำให้ต้นค้อลดจำนวนลงเหลืออยู่จำนวนไม่มากและกำลังจะกลายเป็นต้นไม้ใกล้สูญพันธุ์
เขาค้อลอกคราบ
นายจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า เรื่องการจัดการขยะและน้ำสำหรับอุปโภคยังไม่ดีสำหรับการเป็นแหล่งท่องเที่ยว นายทุนสร้างรีสอร์ทเพิ่มขึ้น แต่หากมีมากเกินไปอาจทำให้ความสวยงามตามธรรมชาติถูกบดบัง ดังนั้นควรมีคนให้ความรู้ ค่อยแนะนำชุมชน เพื่อหาทางออกร่วมกัน
ด้าน รศ.ดร.จิราวัฒน์ พีระสันต์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มองว่า ที่ผ่านมาภาครัฐฯได้วางรากฐานความรู้แก่ชาวบ้านอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านสามารถแก้ไขปัญหาในชุมชนได้ดี และยังเชื่ออีกว่าชาวบ้านมีการจัดการธรรมชาติที่ดีอยู่แล้ว เพราะเขาตระหนักได้ว่าแหล่งเหล่านี้คือทรัพยากรสำคัญของชุมชน
อนาคตเขาค้อ
ผศ.จตุรพร รักษ์งาร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร เผยอีกว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรมชุมชน โดยโครงการ Green Khaokho ได้เน้นถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชน เพื่อให้เยาวชนรู้ถึงคุณค่าสิ่งที่เขามีอยู่ เช่น การคืนค้อให้เขาพยายามให้คนในชุมชนเกิดความรักแก่ต้นค้อ
ดร.จวงจันทร์ จำปาทอง อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ได้ทำโครงการ Green Khaokho ร่วมกับโรงเรียนบ้านสะเดาะพงมิตรภาพที่ 229 จัดกิจกรรมให้เด็กนักเรียนมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติของชุมชน โดยการรวมกลุ่มกันทำการเกษตรร่วมถึงปลูกต้นค้อ หากเด็กนักเรียนได้ลงมือทำ เขาก็จะตระหนักถึงคุณค่าทางธรรมชาติในชุมชน
นายสุทธิพงค์ พลสยม ประธานวิสาหกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรเขาค้อ และเป็นเกษตรกรตัวอย่างบ้านเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เผยว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง บางครั้งต้องยอมเสียสละธรรมชาติส่วนหนึ่งเพื่อสร้างทางคมนาคม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย
“หลายครั้งที่คนต่างมุ่งเน้นพัฒนาด้านอื่นๆ โดยลืมสนใจต้นค้อที่เหลือน้อยมากเหลือเกิน ควรให้นักท่องเที่ยวร่วมกันปลูกต้นค้อ หาก 1 ปี มีนักท่องเที่ยว 5 แสนคน ก็จะมีต้นค้อเพิ่มขึ้น 5 แสนต้น และที่สำคัญต้องไม่ตามเทรนด์ธรรมชาติในพื้นที่อื่นมากเกิน ควรสร้างอัตลักษณ์ให้ตัวเอง ท่าจะมาดูต้นค้อก็ต้องมาดูที่เขาค้อ” นายสุทธิพงค์ กล่าวทิ้งท้าย
สุดท้ายแล้ว เขาค้อจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างสมดุลไปพร้อมๆ กับธรรมชาติได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตระเห็นถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติของทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายดูแลเอาใจใส่ธรรมชาติเหมือนคนในครอบครัว จำทำให้ป่าและธรรมชาติก็จะค่อยเป็นที่พักพิงราวกับบ้าน..ตราบนานเท่านาน





