พบใบเสมาโบราณ ที่จ.กาฬสินธุ์ คาดอายุกว่า 1,500 ปี

พบใบเสมาโบราณ ที่จ.กาฬสินธุ์ คาดอายุกว่า 1,500 ปี

ชาวบ้านเล้า ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ พบใบเสมาขนาดใหญ่ ที่แปลงนาท้ายหมู่บ้านที่กล่าวขานว่าเป็นที่อาถรรพ์

 ก่อนนำมาเก็บรักษาที่วัดชัยศรีบ้านเล้า หลังเกรงว่าจะมีมิจฉาชีพเข้ามาขโมย ด้านนายอำเภอกมลาไสย รุดเข้าตรวจสอบเบื้องต้นเป็นเสมินทรายจำหลักภาพนูนต่ำ ที่ไม่เคยพบมาก่อนค่อนข้างสมบูรณ์ คาดอายุราว 1,500 ปี พร้อมเร่งส่งเรื่องไปยังกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนและตรวจสอบประวัติ 


วันที่ 11 มกราคม 2560 นายสัมฤทธิ์ กิตติโชติ สุขสงค์ นายอำเภอกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งจากนายธวัชชัย ศรีขัดเค้า กำนันตำบลหลักเมือง นายวัฒนา นาสมหมาย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 6 บ้านเล้า ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ว่าได้พบใบเสมาโบราณที่บ้านเล้า ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ จึงได้เข้าไปตรวจสอบที่วัดชัยศรีบ้านเล้า ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งมีประชาชนเดินทางมาดูอย่างไม่ขาดสาย โดยนายสัมฤทธิ์ กิตติโชติ สุขสงค์ นายอำเภอกมลาไสย ได้นำชาวบ้านสรงน้ำทำความสะอาดใบเสมา ก่อนจะลงพื้นที่พร้อมชาวบ้านไปดูจุดที่ค้นพบที่ถูกปล่อยว่างไว้ 

นายวัฒนา นาสมหมาย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านเล้า ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า หลังทราบว่ามีการพบใบเสมาจึงระดมชาวบ้านเคลื่อนย้ายที่ใช้ชายฉกรรจ์ถึง 7 คน ก็ไม่สามารถยกขึ้นได้ จึงต้องใช้รถไถช่วยในการเคลื่อนย้าย และได้ร่วมกับชาวบ้านนำใบเสมาที่มีขนาดใหญ่สูงประมาณ 170 ซม. กว้างประมาณ 70-80 ซม. และมีความหนาประมาณ 20 ซม. ด้านหน้าใบเสมามีภาพจำหลักนูนต่ำด้านซ้ายเป็นภาพคนทรงเครื่องมีชฎามีความอ่อนช้อยสวยงามไม่ชัดว่าเป็นภาพบุรุษหรือสตรีอยู่ในลักษณะคล้ายการร่ายรำ อีกด้านเป็นภาพคนไม่มีศีรษะที่คาดว่าน่าจะเลือนหายไปตามกาลเวลา อยู่ในลักษณะคล้ายการตบมือหรือพนมมือ ด้านหลังไม่พบว่ามีภาพจำหลักหรือข้อความใด ๆ โดยชาวบ้านได้นำใบเสมาวางตั้งไว้ใช้ปูนโอบเป็นฐานยึดเพื่อห้องันการเคลื่อนย้าย อยู่ข้างพระประธานพระพุทธมิ่งมงคลมหาโชคชัย กลางวัดชัยศรีบ้านเล้า หลังได้พบตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2559 บริเวณแปลงนาของนางทิพันธ์ วันชูพริ้ง อายุ 63 ปี ที่นาท้ายหมู่บ้านและเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นที่อาถรรพ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการพบใบเสมามาก่อนและ 2 ชิ้นและกรุพระเครื่องสมัยทราวดี ซึ่งมีคนพยายามเข้าไปขุดแต่ก็เสียชีวิตอย่างปริศนามาแล้วถึง 3 ราย 

นางทิพันธ์ วันชูพริ้ง อายุ 63 ปี เจ้าของแปลงนา ระบุว่า ก่อนการพบใบเสมาที่นาได้ฝันถึงมารดาที่เสียชีวิตไปได้มาบอกกล่าวว่าให้ไปเอาของดีอยู่ที่นา ตื่นเช้ามาเลยให้ลูกชายมาไถที่นา โดยบอกให้ลูกชายอย่าไถแรงกระทั่งก็พบใบเสมาที่อยู่ลึกประมาณ 50 ซม. จึงได้แจ้งไปยังผู้ใหญ่บ้านและนำขึ้นไปไว้ที่วัด โดยก่อนหน้านี้ที่นาของตนเองได้พบใบเสมาแล้ว 2 ชิ้น แต่ไม่มีลวดลายที่ก็ได้นำมาไว้ที่วัดแห่งนี้ โดยที่ผ่านมามีคนทราบข่าวได้พยายามเข้าไปขุดหาของดีแต่ไม่พบสักครั้งและไม่นานคนเหล่านั้นก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุถึง 3 ราย เสียชีวิตในที่นา 2 ราย และเสียชีวิตที่บ้านอีก 1 ราย ซึ่งหลังจากการพบใบเสมาจุดล่าสุดก็ได้ปล่อยว่างไว้ยังไม่ดำเนินการปลูกพืชใด ๆ แต่ตอนนี้รู้สึกตอนนี้ดีใจมากที่เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ของตัวเอง ที่นอกจากนั้นก็ยังได้เอาไปไว้ที่วัดให้คนกราบไหว้ เพราะเชื่อว่าของแบบนี้ต้องอยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เอามาเป็นของตัวเองไม่ได้ 

ด้านนายสัมฤทธิ์ กิตติโชติ สุขสงค์ นายอำเภอกมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ใบเสมาที่เป็นเป็นใบเสมาหินทรายมีการจำหลักภาพที่ไม่เคยพบมาก่อน แตกต่างจากที่พบที่บริเวณบ้านเล้า และที่บริเวณเมืองฟ้าแดดสงยางอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบว่าใบเสมาอยู่ในลักษณะที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีความสวยงามตามแบบวัตถุโบราณโดยเฉพาะภาพจำหลัก มีความ่อนช้อยสวยงามสื่อถึงความประณีตในการสร้างใบเสมาเมื่อครั้งอดีตกาล โดยจุดที่พบห่างจากพระธาตุยาคูจุดเมืองโบราณสมัยทวาราวดีถึง 4-5 กม. อาจเป็นไปได้ที่จะเป็นเมืองบริวารอย่างไรก็ตามจะได้ทำเรื่องไปยังกรมศิลปากร ได้เข้ามาตรวจสอบขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ ให้ชาวบ้านได้รู้เรื่องราวของใบเสมาที่พบล่าสุด เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีอายุคราวเดียวกับใบเสมาที่พบที่บ้านเสมาประมาณ 1,500 ปี แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอการตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน โดยฝากให้ประชาชนได้ช่วยสอดส่องดูแลวัตถุโบราณของมีค่าที่พบในพื้นที่ของตนเอง 

ทั้งนี้การพบใบเสมาหินทรายในพื้นที่จ.กาฬสินธุ์ มีการค้นพบล่าสุดเมื่อปี 2553 ที่หลังจากนั้นก็ไม่มีการค้นพบอีกกระทั่งมีการพบใบเสมาชิ้นล่าสุดที่บ้านเล้า ต.หลักเมือง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ เป็นใบเสมาหินทรายขนาดใหญ่ โดบบริเวณบ้านเล้าได้มีการพบใบเสมาจำนวนมากแต่ไม่มีภาพจำหลัก โดยใบเสมาชิ้นล่าสุดนับว่าเป็นใบเสมาที่แปลก และไม่เคยพบมาก่อนในพื้นที่บ้านเล้า ทั้งนี้ชาวบ้านมีความตั้งใจจะนำใบเสมา ที่พบบริเวณบ้านเล้าทั้งหมดจำนวนมากมาไว้ที่วัดชัยศรีบ้านเล้า โดยจะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่ง