รอยสตั๊ด : ถ้วยพระราชทาน
ถ้าหากกล่าวถึง “ถ้วย” ที่ใช้เป็นรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ ของฟุตบอลเมืองไทยนั้น
สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานให้เป็นปฐมสืบมา อันถือเป็นจารีตประเพณีของสมาคมกีฬาฟุตบอล ที่ยังอยู่ “ในพระบรมราชูปถัมภ์” พึงปฏิบัติมากว่าหนึ่งศตวรรษ
ก่อนก่อตั้งทีมชาติสยามนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทาน “ถ้วยทองหลวง” ให้เป็นรางวัลแก่สโมสรชนะเลิศรายการถ้วยทองของหลวง (พ.ศ. 2458-2468) โดยทรงเป็นสภานายกคณะกรรมการถ้วยทองของหลวง เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงทำให้รายการดังกล่าวต้องยุติลงไปด้วย แต่ถ้วยพระราชทานใบแรกของวงการฟุตบอลเมืองไทย ปัจจุบันยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมพระเกียรติที่โรงเรียนนายเรือ ทีมแรกที่ชนะเลิศฟุตบอลแบบทัวร์นาเมนท์ในเมืองไทย
เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาคณะฟุตบอลแห่งสยาม (สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ) ในวันที่ 25 เม.ย. 2459 พร้อมกับทรงพระราชทาน “ถ้วยใหญ่” และ“ถ้วยน้อย” ให้เป็นรางวัลชนะเลิศรายการของสมาคม นับแต่ปีนั้น ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะทรงพระราชทาน “ถ้วย ค” และ “ถ้วย ง”ในปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นมี พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค เป็นนายกสมาคม จึงทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเรียกถ้วยใหญ่ เป็น “ถ้วย ก” และถ้วยน้อย เป็น “ถ้วย ข”นอกจากนี้ ยังถือเป็นการยกระดับการแข่งขันภายในประเทศไทย ให้เป็นระบบ 4 ดิวิชั่นแบบประเทศอังกฤษ แต่ของเราเรียกว่า ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ประเภท ก ประเภท ข ประเภท ค และ ประเภท ง
สำหรับลักษณะของถ้วยพระราชทานทั้ง 4 ใบนั้น จะทำด้วยถมเงินทรงบาตรคว่ำลายกนกแบบไทย และที่ฐานของถ้วยจะจารึกชื่อสโมสรที่ครองถ้วยประจำปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2459 เป็นต้นมา แต่แล้วใน พ.ศ. 2539 สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้ทำการเปลี่ยนแปลงระบบการแข่งขันเป็นแบบฟุตบอลอาชีพ เรียกว่า “ไทยลีก” โดยจะเปลี่ยนชื่อไปตามผู้สนับสนุน แต่สิ่งหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่าแทบจะหายไปจากสารบบฟุตบอลยุคใหม่ของไทย นั่นก็คือ “ถ้วยพระราชทาน”
ควรจะถึงเวลาที่วงการฟุตบอลเมืองไทย คงจะต้องให้ความสำคัญและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ “พระบิดาแห่งฟุตบอลเมืองสยาม” และ “พระราชาแห่งฟุตบอลสยาม” ให้สมดังเป็นสมาคมฯ ที่คงอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการน้อมนำถ้วยพระราชทานทั้ง 4 ใบ กลับมาเป็นรางวัลรายการฟุตบอลของสมาคม แทนถ้วยที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพียงเพื่อผลทางธุรกิจ แต่กลับทิ้งรากเหง้าของตนเองเช่นทุกวันนี้







