วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รองผบ.ตร.แถลงจับคดียาเสพติดรายใหญ่

"พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ" แถลงจับคดียาเสพติดรายใหญ่ 2 คดี นำยาเสพติดซุกที่บ้าน-รถก่อนตระเวณส่งลูกค้า

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.พร้อม พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า รรท.ผบก.น.8 พ.ต.อ.ชูศักดิ์ เตชะรักษ์พงษ์ ผกก.สส.บก.น.8พ.ต.อ.ธนวรรธน์ ตาระกา ผกก.สน.ตลิ่งชัน ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมคดียาเสพติด 2 คดี คดีแรก เจ้าหน้าที่กก.สส.บก.น.8 ได้ทำการจับกุมตัว นายบุญฤทธิ์ หรือกบ เต๊าะแอ อายุ 24 ปีและนายจักรกฤษดิ์ หรือมัน มะลิวัลย์ อายุ22ปีทั้งสองเป็นชาวกทม.พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า 57,420 เม็ด ยาไอซ์ จำนวน 4 ถุง น้ำหนักรวม 3.88 กิโลกรัม กัญชา น้ำหนักรวม 178 กิโลกรัม อาวุธปืนพกสั้น ขนาด .38 ยี่ห้อสมิท แอนด์ เวสสัน 2 กระบอก เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 11 นัด และ 11 มม. จำนวน 35 นัด รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น พีซีเอ็กซ์ สีแดง ทะเบียน3กศ1440 กรุงเทพมหานคร 1 คัน โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องชั่งน้ำหนัก 2 เครื่องโดยสามารถจับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 54/327 ซอยพัฒนาการ 69 แยก 11 เมื่อเวลา 20.00 น.ของวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากสายลับว่า ผู้ต้องหาทั้งสองมีพฤติการณ์ลักลอบค้ายาเสพติดโดยนำไปตระเวนขายภายในซอยพัฒนาการ 69 และพื้นที่ใกล้เคียง พฤติการณ์จะใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นยานพาหนะนำยาเสพติดที่ซุกซ่อนไว้ที่บ้านเลขที่54/327ซอยพัฒนาการ69แยก ไปกระจายต่อให้ลูกค้าตามจุดที่นัดไว้ ทางเจ้าหน้าที่จึงวางแผนเข้าจับกุม โดยนำกำลังซุ่มอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังดังกล่าว จนพบนายบุญฤทธิ์และนายจักรกฤษดิ์ขี่รถจักรยานยนต์ตรงกับที่สายลับแจ้งมาจอดไว้มาที่หน้าบ้าน ก่อนทั้งคู่จะเดินถือสิ่งของต้องสงสัยออกมา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัว เพื่อตรวจค้น ปรากฏว่านายบุญฤทธิ์และนายจักรกฤษดิ์ ต่างแยกย้ายกันหลบหนี แต่ไปไม่รอดถูกจับกุมตัวได้ จากการตรวจสอบสิ่งของที่ถืออยู่พบยาบ้า 2,020 เม็ด กัญชา 6 กิโลกรัม จึงขยายผลตรวจค้นบ้านพักเลขที่ดังกล่าวพบ ยาไอซ์ 4 ถุง น้ำหนักรวมประมาณ 3.88 กิโลกรัม ยาบ้า 55,400 เม็ด กัญชาอัดแท่ง 165 กิโลกรัม และตรวจค้นห้องพักเลขที่ 301ชั้น 3 ของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง (ซีเอส อพาร์ทเม้นท์) พบอาวุธปืนและยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่ง จึงยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด

สอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การยอมรับว่า ไม่ได้ทำงานอะไรเป็นหลักแหล่ง ส่วนยาเสพติดรับมาจากบุคคลหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเจอและไม่รู้จักชื่อและนามสกุลจริง แต่เรียกว่า“พี่”ติดต่อกันผ่านทางโทรศัพท์ ให้ไปรับยาเสพติดที่ซุกซ่อนไว้ในรถยนต์ตามจุดนัดพบ โดยแต่ละครั้งคนที่ติดต่อมาจะซ่อนกุญแจรถไว้ด้วย เพื่อให้ขับรถนำยาเสพติดไปเก็บไว้ที่บ้านพัก ย่านพัฒนาการ เมื่อขนย้ายยาเสพติดหมดแล้วจึงนำรถกลับไปจอดคืน จากนั้น นายบุญฤทธิ์และนายจักรกฤษดิ์ จะขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์นำยาเสพติดไปวางไว้ตามจุดนัดหมาย เพื่อรอให้ลูกค้ามารับไป โดยทำมาแล้วประมาณ 3 ครั้ง ได้ค่าจ้างขึ้นอยู่กับจำนวนที่ส่งขาย เช่น ยาไอซ์กิโลกรัมละ4,000บาท เมื่อได้เงินมาจะนำใช้จ่ายกินเที่ยวทั่วไป ส่วนอาวุธปืนนั้น ซื้อมาเก็บไว้ ไม่เคยใช้ทำร้ายใคร

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันมียาเสพติดประเภท 5 ไว้ในความครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และแจ้งข้อกล่าวหานายบุญฤทธิ์ว่า มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

ส่วนคดีที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน ได้ทำการจับกุมนายอภิลาภ หรือติ๊ก ศรีกระจ่าง อายุ25ปี อาชีพรับจ้างตัดอ้อย ชาว จ.ลพบุรีพร้อมของกลางยาไอซ์ชนิดเกล็ด สีขาวขุ่น บรรจุในถุงพลาสติกรูปใบชาเขียว จำนวน 5 ถุง น้ำหนักถุงละ 1 กิโลกรัม รวม 5 กิโลกรัมโดยจับกุมที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชน กทม.เมื่อเวลา19.00น.ของวันที่ 6 ม.ค. สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ตลิ่งชัน ได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ภาคใต้ โดยคนร้ายมีลักษณะเป็นชายไทย รูปร่างผอมสูง ผิวดำแดง สวมเสื้อยืดสีเทาแดง กางเกงยีนส์ขายาว จะเดินทางมาด้วยรถโดยสารประจำทางมาที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ(สายใต้)จึงนำกำลังเฝ้าตรวจสอบ จนกระทั่ง พบนายอภิลาภ(ทราบชื่อภายหลัง)มีลักษณะตรงกับที่สายลับแจ้งไว้ สะพายกระเป๋าเป้สีส้มดำ ท่าทางมีพิรุธ จึงขอทำการตรวจค้น พบยาไอซ์ของกลาง จำนวน5กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกบิ๊กซีแบบหูหิ้ว สีเขียวกระเป๋าดังกล่าว จึงยึดยาไอซ์ไว้เป็นของกลาง และจับกุมตัวและนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน

จากการสอบสวน นายอภิลาภ ให้การยอมรับว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนได้รับการติดต่อผ่านโทรศัพท์จากนายเอ็ม ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง อายุประมาณ25ปี อ้างว่าพักอยู่ในจ.นครสวรรค์ ว่าให้ไปรับยาไอซ์ ซึ่งบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกบิ๊กซีแบบหูหิ้วสีเขียวที่บริเวณริมถนนสายเอเซีย อ.บางประหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อได้รับของแล้วจึงใส่รวมไว้ในกระเป๋าเป้ของตัวเอง ก่อนเดินทางไปพักที่โรงแรมบริเวณ อ.บางประหันจ.อยุธยา จากนั้น นายเอ็ม ได้นัดให้ตนขนยาไอซ์ไปส่งที่จ.ชุมพรในวันที่7ม.ค. พอไปถึง บขส.ชุมพร นายเอ็มจะติดต่อมาอีกครั้งโดยบอกว่าเมื่อเสร็จงานจะให้ค่าจ้าง50,000บาท ตนจึงตัดสินใจเดินทางมาที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สายใต้) ในวันที่6ม.ค.เพื่อต่อรถไปส่งของที่ บขส.ชุมพรตามคำสั่งของนายเอ็ม แต่ก็มาถูกจับกุมได้ก่อน ทั้งนี้ ตนทำลักษณะนี้มาแล้ว2ครั้ง เพื่อหาเงินไปใช้จ่ายทั่วไป

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา“มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย”ดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เราพยายามทำลายเครือข่ายใหญ่ พยายามป้องกันการลำเลียงโดยเฉพาะจากทางภาคเหนือ ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง2คดี พบว่าก่อนหน้านี้ก็เคยทำมาแล้ว ส่วนลักษณะและเส้นทางลำเลียงนั้น จะมีคนคอยสั่งในการรับส่งของ เช่น กรณีจับยาไอซ์ของสน.ตลิ่งชัน ก็มีคนสั่งการผู้ต้องหาให้ไปรับของ เพื่อส่งลงภาคใต้โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการขยายผลเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมใช้ดำเนินการยึดทรัพย์ตามกฎหมายอย่างจริงจัง และจะตัดเครือข่ายยาเสพติดเหล่านี้ให้ได้ต่อไป