ในปัจจุบัน มีทีมกีฬาอาชีพจำนวนมาก เลือกใช้วิดีโอเกมส์ที่ชื่อ นิวโรแทร็คเกอร์ (Neurotracker)
ในการฝึกฝนกระบวนการรับรู้ของผู้เล่น
ด้วยความเชื่อที่ว่าเกมนี้ ซึ่งถูกนิยามจากผู้ให้กำเนิดว่าเป็น “ยิมนาสติกทางสมอง” จะช่วยเสริมสมรรถนะของผู้เล่นได้ในทางใดทางหนึ่ง
กระนั้น ก็มีนักวิจัยหลายฝ่ายพยายามยกทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาโต้แย้งว่า ความเชื่อของผู้สร้างรวมถึงบรรดาทีม และผู้เล่นว่าการเล่นเกมนี้ส่งผลในเชิงบวกต่อการเล่นกีฬา ล้วนแต่เป็น “อุปทาน” เท่านั้น...
เกมฝึกสมอง
ย้อนกลับไปในปี 2005 นินเทนโด สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวเกม “เบรน เอจ” (Brain Age) ที่เกิดจากแรงบันดาลใจของนักวิจัยชาวญี่ปุ่น เรียวตะ คาวาชิมะ ด้วยความเชื่อว่าการเล่นเกมพัซเซิล การนับเลข หรือเล่นซูโดกุ เป็นการฝึกและพัฒนาสมอง ช่วยให้กระบวนการรับรู้ของประสาทเสื่อมช้าลง โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่คนในวัยทำงานอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
ขณะที่ ลูโมซิตี (Lumosity) เว็บไซต์เกมฝึกสมอง ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง ถึงขนาดมีสมาชิกลงทะเบียนเพื่อเล่นกว่า 50 ล้านคนในปี 2013
ในแวดวงกีฬา ก็มีความพยายามนำการฝึกฝนรูปแบบใหม่ๆมาใช้ เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆของนักกีฬา หนึ่งในนั้นก็คือเกมที่ชื่อ นิวโรแทร็คเกอร์ (Neurotracker)
“เกมนี้บังคับให้คุณใช้การเชื่อมโยงเฉพาะส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงด้านความตื่นตัว การเชื่อมโยงของความจำ หรือ การเชื่อมโยงของกระบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน” จอซลีน โฟเบิร์ท ผู้คิดค้นเกมดังกล่าว อธิบาย
เดอะเคฟ
จุดเริ่มต้นของ นิวโรแทร็คเกอร์ ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้ง โฟเบิร์ท ทดลองสร้างคอกมืดที่มีกำแพงล้อม 3 ด้าน โดยมีโปรเจคเตอร์ขนาด 9x9 ฟุตสำหรับฉายแสงและภาพ สำหรับใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้รับการทดลองผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) ในชื่อ เดอะเคฟ (Cave Automatic Virtual Environment หรือ The Cave)
หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง โฟเบิร์ท ทำการประยุกต์ เดอะเคฟ เพื่อใช้ทดลองการติดตามความเคลื่อนไหวของวัตถุหลายชิ้นพร้อมๆกัน ตามทฤษฎีทางจิตวิทยาของ ซีนอน ดับเบิลยู ไพลิสชิน และ รอน ดับเบิลยู สตอร์ม จนพบว่ามันมีประโยชน์บางอย่างในทางวิทยาศาสตร์
โฟเบิร์ท เริ่มชักชวนนักกีฬาหลายรายมายังห้องแล็บของตน เพื่อทดสอบทฤษฎีนี้ ทั้ง เจนนิเฟอร์ ไฮล์ นักสกีระดับโอลิมปิก และ ฌอง ปาสกาล นักมวยดีกรีแชมป์โลก ก่อนพบว่านักกีฬาเหล่านี้สามารถแยกแยะวัตถุหลายชิ้นในคราวเดียวกันในอัตราที่น่าทึ่ง ขณะเดียวกัน การฝึกซ้อมด้วยวิธีนี้ ก็ช่วยให้นักกีฬาที่เข้ารับการทดลองมีผลงานดีขึ้นตามไปด้วย
หลังจากพัฒนาการทดสอบนี้ให้อยู่ในรูปแบบของเกม ฌอน แคสตันกวาย ทนายความผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงสตาร์ท-อัพ ก็เห็นลู่ทางในการทำธุรกิจจากการทดลองนี้ ก่อนประสานงานดึงบริษัท คอกนิเซนส์ (CogniSens) มาร่วมลงทุนด้วย พร้อมเปลี่ยนชื่อจาก 3D-MOT หรืออุปกรณ์ติดตามวัตถุแบบ 3 มิติ ให้เป็น “นิวโรแทร็คเกอร์”
ดึงศักยภาพในตัว
นับแต่เปิดตัวครั้งแรก เมื่อ 8 ปีก่อน นิวโรแทร็คเกอร์ ถูกเลือกใช้งานในศูนย์ฝึกกีฬาชั้นนำกว่า 550 แห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีก, แอตแลนตา ฟอลคอนส์ ใน เอ็นเอฟแอล, ทีมฮอคกีน้ำแข็ง แวนคูเวอร์ คานัคส์, แม็ตต์ ฟาสต์ โปรกอล์ฟชาวสหรัฐ และ แคโรไลน์ คาลวี นักสโนว์บอร์ดชาวแคนาดา หรือแม้แต่ ยูเอส ซอคเกอร์ (สมาคมฟุตบอลสหรัฐ) ก็ใช้โปรแกรมนี้ ในการฝึกผู้เล่นเยาวชนกว่า 7,000 คน ในช่วง 3 ปีหลังสุด
แม็ทท์ ไรอัน ควอเตอร์แบ็กของ แอตแลนตา ฟอลคอนส์ คือหนึ่งในนักกีฬาที่เชื่อมั่นว่าการฝึกสมองในแบบ นิวโรแทร็คเกอร์ นั้น ส่งผลดีต่อการเล่นของตนเอง หลังจากใช้วิธีนี้ฝึกฝนตนเองอย่างน้อยสามครั้งต่อสัปดาห์มาโดยตลอด
ไรอัน ซึ่งตัดสินใจเดินทางมาพบ โฟเบิร์ท ถึงห้องแล็บด้วยตัวเอง ในเดือนมิ.ย. 2015 กล่าวถึงประโยชน์ที่ตนได้จากการฝึกนี้ว่า “คุณสมบัติหลักของควอเตอร์แบ็ก คือการมองเห็นสิ่งต่างๆ และแยกแยะออกจากกันให้เร็ว”
“ผมคิดว่านั่นเป็นผลจากการซ้อมโดยใช้ นิวโรแทร็คเกอร์ เราใช้เวลาไปมากมายกับการฝึกฝนร่างกาย แต่ผมคิดว่าการฝึกประสาทสัมผัสให้อยู่ในระดับสูง ก็มีความสำคัญในระดับเดียวกัน”
โฟเบิร์ท ยังเชื่อว่า นิวโรแทร็คเกอร์ ยังสามารถเยียวยาผู้ป่วยจากอาการกระทบกระเทือนทางสมอง (concussion) หรือผู้ที่ประสบปัญหาสเต็มเซลล์เสื่อมตามวัย ไปจนถึงการรักษาอาการสมาธิสั้นในเด็ก ฯลฯ
จริงหรือคิดไปเอง
อย่างไรก็ตาม ก็มีนักวิจัยอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยว่าเกมอย่าง “เบรน เอจ” หรือ “นิวโรแทร็คเกอร์” จะสามารถช่วยพัฒนาสมอง และส่งผลดีในทางอื่นได้จริง
เค. อันเดอร์ส เอริคส์สัน นักจิตวิทยาชาวสวีเดน ทำการศึกษากฎ The 10,000 Hour Rule ว่าด้วยเรื่องของการฝึกฝน 10,000 ชั่วโมง เพื่อไปสู่ความสำเร็จของ มัลคอล์ม แกลดเวลล์ พบว่าทักษะที่ได้มา จะเป็นทักษะเฉพาะเท่านั้น ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังเรื่องอื่นได้
และเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ก็มีงานวิจัยตีพิมพ์ในนิตยสาร ไซโคโลจิคอล ไซเอนซ์ (Psychological Science) ระบุว่าธุรกิจเกมพัฒนาสมอง ที่มีมูลค่าถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์นั้น ยังไม่พบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นรูปธรรมพอจะบอกได้ว่าการเล่นเกมอย่าง “เบรน เอจ” หรือ “ลูโมซิตี” มีส่วนช่วยให้กระบวนการรับรู้ของประสาทเสื่อมช้าลงได้จริงอย่างที่บริษัทผู้ผลิตพยายามนำเสนอ
ส่วน เอ. มาร์ค วิลเลียมส์ จาก มหาวิทยาลัย ยูทาห์ ก็ชี้ว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่า นิวโรแทร็คเกอร์ สามารถรักษาใช้รักษาอาการทางประสาทต่างๆ หรือช่วยให้ประสาทสัมผัสของนักกีฬาดีขึ้นจริง
หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผลจากการเล่นเกมดังกล่าว อาจเป็นแค่การเยียวยาด้านความรู้สึกเท่านั้น เหมือนที่แพทย์ให้ยาที่ไม่มีประโยชน์กับคนไข้ เพื่อให้คนไข้รู้สึกดีขึ้น (Placebo Effect)
“หากคุณฝึกซ้อมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานพอ คุณก็จะทำมันได้ดีอยู่แล้ว และมันก็จะช่วยให้คุณมีความมั่นใจขึ้น เมื่อคุณมั่นใจ คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นเอง"
นิวโรแทร็คเกอร์ และเกมพัฒนาสมองอื่นๆ จะประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์จริงตามที่ โฟเบิร์ท และผู้สนับสนุนเชื่อ หรือเป็นเพียงผลในทางจิตวิทยาอย่างที่ วิลเลียมส์ นำมาโต้แย้ง คงเป็นประเด็นที่ถูกนำมาถกเถียงกันต่อไปอีกนาน จนกว่าจะมีงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้ว่าใครกันแน่เป็นฝ่ายที่ถูกต้อง





