การเข้ามาของธุรกิจออนไลน์ในไทย หรือ E-Commerce สร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่
ในหลายๆ อุตสาหกรรม โดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมา เราได้เห็นร้านออนไลน์เติบโตขึ้นจนกลายเป็นธรรมเนียมการซื้อของไปแล้ว
ในต่างประเทศนั้น ร้านค้าปลีกก็ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ หลายธุรกิจและองค์กรจำนวนไม่น้อยตัดสินใจลดจำนวนหน้าร้าน หันไปเปิดร้านออนไลน์แทน เพื่อลดต้นทุนให้อยู่รอดได้
วงการจักรยานก็เช่นกัน ปัจจุบันเรามียักษ์ใหญ่อย่างบริษัท Wiggle จากอังกฤษที่เป็น megastore ขายสินค้าจักรยานออนไลน์ ด้วยราคาที่ดีกว่าร้านค้าปลีก เพราะไม่ต้องแบก fixed cost จนเข้าตลาดหุ้น
ในประเทศที่โครงสร้างเทคโนโลยีและการขนส่งเอื้อหนุนต่อการค้าออนไลน์นั้น Wiggle สร้างยอดขายได้เป็นปรากฏการณ์ ในปี 2015 พวกเขากินส่วนแบ่งตลาดสินค้าจักรยานในอังกฤษกว่า 26% และยอดขายเพิ่มขึ้นจากปี 2014 ถึง 20% ขณะที่ยอดขายตลาดจักรยานอังกฤษโดยรวมตกลง 13%
Wiggle มีแวร์เฮ้าส์ของตัวเองขนาด 30,000 ตารางเมตร มีสินค้าจำหน่ายกว่า 50,000 ชิ้น จาก 700 แบรนด์ เป็นร้านจักรยานออนไลน์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกตอนนี้
การเติบโตของ Wiggle ทำให้ร้านจักรยานแบบค้าปลีกจำนวนมากต้องปิดตัวหรือปรับตัว เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าออนไลน์ได้ถูกกว่าและส่งฟรีถึงบ้าน ก็ไม่มีเหตุผลต้องไปซื้อสินค้าที่ร้าน
สำหรับร้านค้าปลีก การตัดราคาสู้กลายเป็นวงจรอุบาทว์เพื่อดึงลูกค้าให้เข้าร้าน และเริ่มเห็นชัดในไทยแล้ว โดยเฉพาะสิ้นปี 2559 ที่ร้านค้าทั่วกรุงเทพเทกระจาดลดราคาล้างสต็อกกัน
แต่ไม่ใช่เพราะเรามีร้านจักรยานออนไลน์ที่แข็งแรง แต่เมื่อผู้นำเข้าสินค้ากดราคาแข่งกับพ่อค้าปลีกเอง ก็ยากจะหาคนมีกำไรในวงจรนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าร้านจักรยานออนไลน์เริ่มเปิดตัวในไทย สถานการณ์อาจจะแย่ยิ่งกว่านี้
ฟังดูอาจจะน่ากังวล แต่การที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ ถือเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่ Uber และ Grab Taxi เปลี่ยนพลวัตผู้ขับแท็กซี่ในไทย หรือ AirBNB ที่เข้ามาตีท้ายครัวธุรกิจโรงแรม ให้ลูกค้าสามารถดีลกับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการได้โดยตรงโดยไม่ต้องเสียค่านายหน้า
ในอเมริกาและยุโรปที่ได้รับผลกระทบร้านจักรยานออนไลน์โดยตรง ร้านค้าก็เริ่มผันตัวไปเน้นการให้บริการมากกว่าขายสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้านออนไลน์ไม่สามารถให้ได้ อาจเป็นการฟิตติ้งรถ ดูแลล้างซ่อมปรับแต่ง จัดหาอะไหล่ ให้คำแนะนำการฝึกซ้อม และเลือกจักรยานที่เหมาะกับลูกค้า เป็นการโยกวิธีคิดจากการหวังกำไรด้วยการขายได้ปริมาณมาก เป็นการหากำไรจากการบริการ
บางร้านเน้นการสร้างกลุ่มสังคมคนปั่น เปิดคาเฟ่ให้เข้ามาสังสรรค์ และทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นจุดรวมตัวคนปั่นในละแวกนั้น จัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ จัดแข่งสนามย่อม หรืออีเวนท์อื่นๆ ที่เรียกให้คนเข้าร้าน
เราไม่สามารถเลี่ยงเทคโนโลยีที่มีพลวัตได้ เหมือนที่ Facebook และ Google กลืนรายได้โฆษณาสื่อกว่า 80% สื่อก็ต้องปรับตัวหาทางอยู่รอด คำถามคือร้านจักรยานไทยจะปรับตัวได้รวดเร็วแค่ไหน? ที่ผ่านมา ผู้นำเข้าอาจพยายามป้องกันไม่ให้มีร้านขายออนไลน์เพราะอยากปกป้องร้านค้าในเครือ แต่มันไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะทำได้ตลอดไปแน่นอนครับ




