ญาติร่ำไห้! ร่างหนุ่มคนงานเหยื่อตึกถล่มรายสุดท้าย ถึงบ้านเกิด ที่จ.บุรีรัมย์
ศพหนุ่มคนงานเหยื่อตึกถล่มทับเสียชีวิตที่ซอยสุขุมวิท 87 รายสุดท้ายที่จนท.ค้นพบร่างใต้ซากตึกหลังสูญหายนาน 6 วัน ถูกส่งกลับบ้านเกิดที่ อ.สตึกจ.บุรีรัมย์เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลแล้วท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของพ่อแม่และญาติที่เฝ้ารอรับศพขณะภรรยาเผยนาทีรอดตายแต่ต้องสูญเสียสามีเสาหลักของครอบครัววอนช่วยเหลือเยียวยา
(21 ธ.ค.59) เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิปอเต็กตึ้งได้นำร่างไร้วิญญาณของนายไพร คะนุนรัมย์ อายุ 38 ปีหนุ่มคนงานเหยื่อเคราะห์ร้ายที่ถูกตึกถล่มทับเสียชีวิต ที่ซอยสุขุมวิท 87เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา มาส่งที่บ้านสุขวัฒนา ม.16 ต.ชุมแสง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามประเพณีหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ค้นหาร่างนานถึง 6วันและพบเป็นรายสุดท้ายในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 4 คนโดยทันทีที่เจ้าหน้าที่เคลื่อนศพมาถึงบ้านนายพวย คะนุนรัมย์ และ
นางฮวนเช่นรัมย์ พ่อและแม่ พร้อมครอบครัว และญาติพี่น้อง ที่เฝ้ารอรับศพต่างส่งเสียงร่ำไห้ด้วยความเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ขณะที่นางชัน พิลาดรัมย์ อายุ 39 ปี ภรรยาผู้เสียชีวิตซึ่งเดินทางกลับมาพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของสามีเมื่อเห็นหน้าครอบครัวและญาติ ก็ร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ ซึ่งนางชันเองก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ตึกถล่มดังกล่าวด้วยเช่นกันโดยตามบริเวณใบหน้ายังเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลแต่ก็ต้องกลับมาจัดงานศพของสามีพร้อมได้เล่าถึงนาทีชีวิตที่รอดตายจากเหตุการณ์ดังกล่าวให้ฟังว่าตนทำงานอยู่ชั้นล่าง ส่วนสามีอยู่ชั้น 3 ของตึกโดยระหว่างที่ทำงานอยู่ก็ได้ยินเสียงดังผิดปกติจากนั้นไม่กี่นาทีตึกที่กำลังทำการรื้อถอนก็พังถล่มลงมาโดยไม่ทันตั้งตัวแต่โชคดีบริเวณที่ตนเองยืนอยู่ใกล้กับเสาเมื่อแผ่นปูนพังถล่มลงมาก็ไปค้ำกับเสาทำให้รอดตายมาได้แต่ก็ได้รับบาดเจ็บตามใบหน้าและร่างกายแต่ก็ยังขวัญผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่คิดจะกลับไปทำงานก่อสร้างอีก นางชัน ยังกล่าวทั้งน้ำตาอีกว่าตัวเองและสามีรู้ดีว่าอาชีพก่อสร้างเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายแต่ก็ต้องทำเพราะไม่มีความรู้ที่จะไปทำอาชีพแต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้นจนทำให้ต้องขาดเสาหลักของครอบครัว
จึงอยากวิงวอนให้ทางบริษัท และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของตนเองด้วยเพราะต้องแบกรับภาระทั้งเลี้ยงพ่อแม่ที่แก่ชรา และลูกสาวอีก 2 คนซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือเพียงรับปากว่าจะช่วยค่าจัดการศพเท่านั้น





