ในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก “คลับ เวิลด์ คัพ 2016” รอบรองชนะเลิศ ที่โอซากา
เมื่อ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นอีกก้าวสำคัญสำหรับวงการฟุตบอล เมื่อระบบ "วิดีโอ แอสซิสแทนท์ เรฟเฟอรีส์"(Video Assistant Referees) หรือ วีเออาร์ส (VARs) ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในแมตช์อย่างเป็นทางการของฟีฟ่า
จังหวะสำคัญดังกล่าวเกิดขึ้น ในเกมระหว่าง คาชิมา แอนท์เลอร์ส ของญี่ปุ่น และ อัตเลติโก นาซิออนนาล จากโคลอมเบีย เมื่อ วิคเตอร์ คาสไซ ผู้ตัดสิน ได้รับการติดต่อจาก แดนนี แม็คเคลี ทีมงานวีเออาร์ส ว่ามีการทำฟาวล์เกิดขึ้นในเขตโทษ
คาสไซ ตัดสินใจหยุดเกมชั่วคราว เพื่อย้อนไปดูภาพจากมอนิเตอร์ข้างสนาม ก่อนชี้ไปที่จุดโทษ หลังพบหลักฐานยืนยันว่า ออร์ลันโด เบร์ริโอ ของ อัตเลติโก เจตนาทำฟาวล์ ไดโกะ นิชิ ผู้เล่นของ แอนท์เลอร์ส ก่อนที่ตัวแทนจากเอเชีย จะชนะไปในที่สุด 3-0
“นี่เป็นครั้งแรกที่มีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการของ ฟีฟ่า วีเออาร์ส ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุกคน โดยเฉพาะการได้เห็นผู้ตัดสินวิ่งไปขอดูภาพรีเพลย์ที่ข้างสนาม”มัสซิโม บูซัคกา ประธานฝ่ายผู้ตัดสิน ฟีฟ่า กล่าว
อินสแทนท์ รีเพลย์
การนำภาพรีเพลย์มาใช้เพื่อช่วยในการตัดสิน (Instant Replay) ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการกีฬา โดยเฉพาะในสายอเมริกันเกมส์ ทั้ง อเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล หรือ บาสเกตบอล เอ็นบีเอ เพื่อยุติปัญหาขัดแย้ง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ตัดสินไม่ทันเห็นเหตุการณ์
แม้แต่กีฬาอื่นๆ อย่าง เทนนิส, กรีฑา หรือ มอเตอร์สปอร์ต ก็ประยุกต์ใช้ภาพจากกล้องที่ติดตั้งไว้ตามมุมต่างๆของสนาม เพื่อนำมาช่วยในการตัดสินเช่นกัน อาทิ กรณีลูกตกบนเส้น/ออก การวัดว่าใครเข้าเส้นชัยก่อน ฯลฯ
ผิดกับฟุตบอลที่ยังเป็นกีฬาอนุรักษ์นิยม และให้สิทธิ์ขาดกับผู้ตัดสินในสนามเป็นอันดับแรก ด้วยเหตุผลที่ว่าการนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ จะส่งผลเสียต่อความต่อเนื่องของเกม รวมถึงค่าใช้จ่ายในเรื่องเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่สามารถปรับใช้ได้กับทุกการแข่งขัน
ในปี 2008 เซปป์ แบลตเตอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานฟีฟ่าในขณะนั้น กล่าวถึงการตัดสินใจยกเลิกการทดสอบโกล-ไลน์ เทคโนโลยีอย่างกะทันหัน ว่า “เราควรปล่อยให้มันเป็นไปตามเดิม หน่วยงานโทรทัศน์มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าผู้ตัดสินถูกหรือผิด แต่มนุษย์จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่เครื่องจักร”
จากโกล-ไลน์ สู่ วีเออาร์ส
แม้จะแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนมาตลอด แต่สุดท้าย วงการฟุตบอลก็ไม่อาจต้านทานแรงเหวี่ยงของโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วได้
เดือน ก.ค.2012 คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลนานาชาติ (ไอเอฟเอบี) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลเรื่องกฎกติกาต่างๆในสนาม มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้นำเทคโนโลยีมาช่วยในการตัดสินเป็นครั้งแรก ใน ฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล และนับแต่นั้นเป็นต้นมา โลกของฟุตบอลก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จาก โกล-ไลน์ เทคโนโลยี ไอเอฟเอบี และ ฟีฟ่า ก้าวต่อไปทดลองการใช้ผู้ช่วยผู้ตัดสินทางวิดีโอ หรือ วีเออาร์ส โดยเชิญ 9 บริษัทเข้าร่วมหารือในโปรเจคท์นี้ ที่สำนักงานใหญ่ฟีฟ่า ในซูริค สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นเทคโนโลยีมาตรฐานสำหรับรายการสำคัญ ภายในปี 2018
“วีเออาร์ส” ถูกทดลองใช้เป็นครั้งแรกในสถานการณ์จริงที่สนาม เรด บูลล์ อารีนา ในนิวเจอร์ซี สหรัฐ โดยความร่วมมือของ เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ระหว่าง 19-21 ก.ค. ที่ผ่านมา ตามข้อตกลงในที่ประชุมประจำปีของ ไอเอฟเอบี ก่อนจะถูกนำไปทดลองใช้กับฟุตบอลลีกของชาติอื่นๆ อาทิ เนเธอร์แลนด์ และ สวิตเซอร์แลนด์
จากนั้น ในเดือนก.ย. ในเกมกระชับมิตรระหว่างทีมชาติ อิตาลี และ ฝรั่งเศส ที่บารี “วีเออาร์ส” ก็ถูกนำมาใช้อีกครั้งในแบบ “เซมิ-ไลฟ์” โดยเจ้าหน้าที่ใน วีเออาร์ส จะสื่อสารเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือ บยอร์น ไคเปอร์ส ผู้ตัดสินระหว่างการแข่งขัน แต่ไม่ได้มีการหยุดเกมชั่่วคราว เพื่อดูภาพรีเพลย์และวิเคราะห์สถานการณ์
“เหตุการณ์ที่แฟนบอลนับล้านเห็นว่าผิดพลาด แต่ผู้ตัดสินไม่เห็น และส่งผลต่อการแข่งขัน จะถูกลดทอนลงจนเหลือน้อยที่สุดในอนาคต” จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่าคนปัจจุบัน กล่าว
สะดุดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
การนำภาพรีเพลย์มาประยุกต์ใช้กับ วีเออาร์ส ไม่มีอะไรซับซ้อน ผู้ตัดสินสามารถสื่อสารไปยังทีมงานเพื่อให้ทำการตรวจสอบเหตุการณ์ในสนาม หรือในทางกลับกัน ทีมงานก็สามารถแจ้งกับผู้ตัดสินว่ามีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นได้เช่นกัน จากนั้นทีมงานจะตรวจสอบภาพรีเพลย์ และแจ้งข้อมูลกลับไป โดยผู้ตัดสินสามารถขอตรวจสอบภาพรีเพลย์ได้ด้วยตัวเองจากมอนิเตอร์ข้างสนาม หรือปฏิบัติตามคำแนะนำจากทีมงานได้ทันที หากไม่ต้องการให้เกมสะดุด
วีเออาร์ส จะถูกนำมาใช้ ต่อเมื่อมีข้อกังขาในการทำประตู จังหวะจุดโทษ การแจกใบแดง หรือกรณีที่ผู้ตัดสินสับสนเรื่องอัตลักษณ์ของผู้เล่น ก็สามารถเรียกขอข้อมูลจากทีมงานได้
อย่างไรก็ตาม เดวิด เอลเลอเรย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ ไอเอฟเอบี ยืนยันว่าผู้ตัดสินในสนาม จะยังต้องเป็นผู้ลงความเห็นสุดท้ายสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการทดสอบที่ผ่านมา รวมถึงในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรครั้งนี้ จะถูกนำส่งไปวิเคราะห์โดย มหาวิทยาลัย เลอเฟิน ในเบลเยียมต่อไป โดย ไอเอฟเอบี และ ฟีฟ่า จะยังทดสอบระบบนี้ภายใต้บริบทต่างๆต่อ ก่อนตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่า วีเออาร์ส จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการหรือไม่
เพื่อหยุดข้อโต้เถียงที่ไม่มีวันจบสิ้นสำหรับเกมฟุตบอลที่เป็นปัญหามาช้านาน





