อธิการม.ดัง พานิสิตเกี่ยวข้าว น้อมรำลึกถึง "ในหลวง ร.9"
ที่บริเวณแปลงนา โครงเรียนรู้เกษตรพอเพียง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เขตพื้นที่ในเมือง จัดโครงการประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีจุดบูชาเครื่องทองน้อย ถวายสักการะและกราบถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่ง–อธิษฐานจิต เป็นเวลา 89 วินาที และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี
ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 70 ป ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองแผนดินโดยธรรม เพื่อประโยชนสุขแหงมหาชน ชาวสยาม พระองคทรงเปนพระมหากษัตริยที่พรั่งพรอมดวยทศพิศราชธรรม ทรงตรากตรําพระวรกาย เพื่อปวงชนชาวไทยทุกหมูเหลา ทรงพระราชทานความชวยเหลือ บําบัดทุกข บํารุงสุขแกราษฎร ดวยพระอัจฉริยภาพล้ำลึก เปยมดวยพระปรีชาญาณ ดานวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยทรงคนควา วิจัย และพัฒนาโครงการพระราชดําริตางๆผสมผสาน หลักวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาประยุกต์ใชในการแกไขปัญหาความเดือดรอนของประชาชนจนสัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติ
อาทิ โครงการฝนหลวง โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา โครงการเกษตรทฤษฎีใหม โครงการแก้มลิง และโครงการเศรษฐกิจพอเพียง นํามาซึ่งการยกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนชาวไทยผูเปนพสกนิกรของพระองค ใหมีความสุขและสันติสุข ซึ่งชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะเจริญรอยตาม พระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน ที่จะรักษาเอกราช อธิปไตย ความสมบูรณพูนสุข และความเจริญรุงเรืองของบานเมือง ตลอดจนปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท พระราชดํารัสที่พระองคเคยพระราชทานไว
การจัดโครงการเกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจาก ปักดำวันแม่เก็บเกี่ยววันพ่อ ซึ่งได้ดำเนินการปักดำแล้วในวันแม่ ช่วงนี้ก็ย่างเข้าสู่ปลายฝนต้นหนาวชาวนา ก็เริ่มเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยว เพื่อสืบทอดประเพณีอีสาน โดยได้บอกกล่าวขอแรงจากบุคลากร นิสิต ชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้มาช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวที่ปักดำไว้ บนพื้นที่ 5 ไร่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ วัฒนธรรม และสืบสานประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษให้คงอยู่
โดยบรรยากาศในงานนอกจากการเกี่ยวข้าวแล้ว อธิการบดียังได้นำผู้เข้าร่วมงาน ทำปี่ ทำจากตอซังข้าว และแข่งขันเป่าปี่ ซึ่งเป็นของเล่นในฤดูเกี่ยวข้าว สร้างสีสันและสืบสานอนุรักษ์ภูมิปัญญาแบบไทยๆ ให้ได้เรียนรู้อีกด้วย
นางสาวอัจฉราภรณ์ พันธ์ลูกท้าว นิสิตคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ชั้นปีที่2 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า วันนี้รู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสมาลงแปลงนา และเกี่ยวข้าวร่วมกับทางมหาวิทยาลัยที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์แบบนี้ขึ้น ส่วนตัวเป็นลูกชาวนา เคยได้ช่วยพ่อแม่ ครอบครัวดำนา และเกี่ยวข้าวมาบ้าง ทำให้รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของชาวนา ที่กว่าจะได้ข้าวมาแต่ละเม็ดมีความเหนื่อยยากมากแค่ไหน อยากให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าของข้าว และความสำคัญของชาวนาไทย และช่วยกันสืบสานประเพณีไทยแบบนี้ไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป
ด้านอาจารย์สันติ สิงห์สุ หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมและได้รับชัยชนะจากการประกวดเป่าปี่ที่เสียงยาวที่สุดในกิจกรรม ได้เผยถึงความรู้สึกถึงการมาร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวในครั้งนี้ว่า “ผมเองเกิดในครอบครัวชาวนา ดำนาและเกี่ยวข้าวเป็น และรู้สึกภูมิใจที่เป็นลูกชาวนา แต่ก็นานหลายปีแล้วที่ไม่ได้ทำนาเกี่ยวข้าว เนื่องจากมีบทบาทหน้าที่เป็นอาจารย์สอนด้านศิลปะ ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม การจัดกิจกรรมลงแขกเกี่ยวข้าวที่ทางมหาวิทยาลัยจัดในวันนี้ ผมเลยตั้งใจเข้าร่วม หัวใจสำคัญของงานคือเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ ตลอดจนสืบสานพระราชปณิธานที่พระองค์ได้ให้ไว้ นำมาสั่งสอนลูกศิษย์ให้เจริญรอยตามพระยุคลบาท
และอีกสิ่งหนึ่งที่มีความภาคภูมิใจนั่นคือ ผมเคยส่งผลงานวาดภาพเข้าประกวดและได้รับรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณของมูลนิธิชัยพัฒนาในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นเมื่อปี 2555 ซึ่งแรงบันดาลใจของภาพนั้นมาจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยโดยเฉพาะราษฎรภาคอีสาน ประทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร ด้วยการทำฝนเทียม ทำให้สามารถทำการเกษตรได้ ผืนนามีความอุดมสมบูรณ์ราษฎรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้”
นอกจากนี้ อาจารย์สันติ ยังได้สาธิตวิธีการทำปี่ และเป่าปี่ซึ่งเป็นของเล่นในฤดูเกี่ยวข้าว สอนให้กับนักเรียน และนิสิต ม.มหาสารคาม ที่ไปร่วมลงแขกเกี่ยวข้าวในวันนี้ด้วย เรียกได้ว่าถ่ายทอดวิถีชีวิตของชาวนาแบบดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี โดยอาจารย์เล่าให้ฟังว่า ปี่ คือการนำเอาตอซังข้าวมาตัดให้มีรู1ด้าน และตัดเป็นลิ้นปี่ และนำเอาใบข้าวที่แห้งแล้ว กระทุ้งแหย่ลงไปในรูกระบอกซังข้าว เพื่อไล่เอาเยื่อข้างในออก เมื่อใช้ลมปากเป่าก็จะเกิดเสียงดัง ซึ่งเสียงแหลม เสียงต่ำ เสียงทุ้ม ก็จะขึ้นอยู่กับการตัดปล้องตอซังสั้นหรือยาวนั่นเอง
การทำปี่ก็มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว เวลาพักเหนื่อยก็จะทำปี่เป่าแข่งขันกันเพื่อให้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการเกี่ยวข้าวได้





