หากไม่มีอะไรผิดพลาด โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ จะได้ชื่อว่าเป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐ
หลังเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เหนือนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครท
จากความสำเร็จในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทรัมป์ ต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่น โดยเฉพาะวงการสื่อและบันเทิง ถึงขนาดเคยขึ้นเวทีร่วมกับ วินซ์ แม็คแมน ประธานบริหารของ ดับเบิลยูดับเบิลยูอี มาแล้ว อีกทั้งยังเป็นเจ้าของสนามกอล์ฟไม่ต่ำกว่า 18 แห่งทั่วโลก และมีบทบาทในวงการกีฬา ในฐานะเจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล นิวเจอร์ซีย์ เจเนรัลส์ ใน ยูเอสเอฟแอล ช่วงต้นทศวรรษที่ 80 (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) รวมถึงเคยพยายามซื้อกิจการของ คลีฟแลนด์ อินเดียนส์ ในเมเจอร์ลีกเบสบอลด้วย
แคมเปญการหาเสียงของ ทรัมป์ ยังได้รับเสียงสนับสนุนจากคนกีฬาชั้นนำ อาทิ ไมค์ ไทสัน อดีตแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท, ฮัลค์ โฮแกน ตำนานวงการมวยปล้ำ, เดนนิส รอดแมน อดีตสมาชิกชิคาโก บูลล์ส ยุครุ่งเรือง และ จอห์น เดลี แชมป์พีจีเอ 5 รายการ ผู้เคยทวีตว่า “เหตุผลที่ผมรักเพื่อนคนนี้ @realDonaldTrump เพราะเขาไม่ใช่นักการเมือง เขาเป็นนักธุรกิจ! นั่นคือสิ่งที่ประเทศเราต้องการ”
อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มนักกีฬาชั้นนำในอเมริกันเกมส์ส่วนหนึ่ง ที่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย หลังรับทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ...
บิลล์ บีลิชิค
เฮดโค้ช - นิวอิงแลนด์ เพเทรียทส์
บีลิชิค คือโค้ชที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในแวดวงอเมริกันฟุตบอลอาชีพช่วง 2 ทศวรรษหลังสุด ร่วมกับ ทอม เบรดี นำ นิวอิงแลนด์ เพเทรียทส์ คว้าแชมป์ซูเปอร์โบว์ล 4 ครั้ง จากการเข้าชิง 6 สมัย และ ทรัมป์ ก็เคยไปนั่งชมเกมที่ เพเทรียทส์ แข่งขันบ่อยครั้ง ในวีไอพีบ็อกซ์ของ โรเบิร์ท คราฟท์ เจ้าของสโมสร
ชื่อของทั้ง บีลิชิค และ เบรดี ถูก ทรัมป์ นำไปอ้างถึงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งหลายครั้ง โดยเฉพาะที่นิวแฮมป์เชียร์ ในคืนวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายว่า ทั้ง 2 คน “สนับสนุน” ตน พร้อมหยิบจดหมายฉบับหนึ่งที่ บีลิชิค ส่งถึงขึ้นมาอ่านต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ทั้งคู่ก็เลือกไม่ตอบคำถามใดๆ
กระทั่งหลังรับทราบผลการเลือกตั้ง เฮดโค้ชของ “นักรบกู้ชาติ” จึงเอ่ยปากกับสื่อมวลชนถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก โดยยืนยันว่าจดหมายฉบับดังกล่าวไม่มีเจตนาหรือเกี่ยวข้องทางการเมืองแต่อย่างใด “เรารู้จักกันมานานหลายปี ใครที่รู้จักผม จะรู้ดีว่าผมไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ผมยังเป็นเพื่อนกับคนอื่นๆ ซึ่งสำคัญกับผมเช่นกัน”
ขณะที่ เบรดี กล่าวแต่เพียงสั้นๆว่า “ภรรยาผม (จีเซลล์ บุนด์เชน) บอกว่าไม่ควรพูดเรื่องการเมืองอีกต่อไป นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวเรา”
เลบรอน เจมส์
สมอลล์ฟอร์เวิร์ด - คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส
“คิงเจมส์” ประกาศตัวชัดเจนว่าเลือกสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และเคยไปร่วมในแคมเปญสนับสนุนผู้สมัครพรรคเดโมแครทอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนต.ค.ด้วย
“ผมก่อตั้งองค์กรการกุศลขึ้นเพื่อให้เด็กๆรู้ว่ายังมีบางคนที่ใส่ใจพวกเขาอยู่ ผมและ ‘ประธานาธิบดี’ ฮิลลารี คลินตัน จะช่วยให้ฝันของพวกเขาเป็นจริงได้ ผมเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะทำได้”
หลังทราบผลการเลือกตั้ง ปฏิกิริยาของ เจมส์ คือการโพสต์คลิปวีดิโอในอินสตาแกรมเป็นภาพสีดำ พร้อมเพลง ออลไรท์ (Alright) ของ เคนดริค ลามาร์ และข้อความที่ขอให้ทุกคนยังเชื่อมั่นในวิถีทางของตนต่อไป
“หลังจากตื่นขึ้นมา และพบว่าเกิดอะไรขึ้น เพลงนี้ก็ดังขึ้นมาในหัวผม หากเรายังคงศรัทธากันต่อไป (แม้ตอนนี้จะเป็นเรื่องยากก็ตาม) ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี!! พ่อแม่และผู้ปกครองต้องสอนให้เด็กๆรู้ว่าพวกเขายังเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้! จงอย่าหมดศรัทธา! เด็กๆคืออนาคตของเรา และนี่คือช่วงเวลาที่เราจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าช่วงเวลาไหนๆ!!”
ทิม ทีโบว์
เอาท์ฟิลเดอร์ - สกอตต์สเดล สกอร์เปียนส์
อดีตควอเตอร์แบ็กผู้เคร่งศาสนาของ เดนเวอร์ บรองโกส์ ที่ผันตัวไปเป็นนักเบสบอล ใน แอริโซนา ฟอล ลีก และทำงานด้านการกุศล ไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่าเลือกสนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่ให้ทรรศนะว่าผลการเลือกตั้งที่ออกมา เป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากคนจำนวนมากที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง
“ผมคิดว่ามีคนจำนวนมาก ที่คุณกำลังเห็นและพูดถึงกันอยู่ คนเหล่านี้ต้องทนทุกข์มาเป็นเวลานาน และต้องการความช่วยเหลือจากใครซักคน พวกเขาต้องการคนให้กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือ และพยุงพวกเขากลับขึ้นมา”
โคลิน เคเปอร์นิค
ควอเตอร์แบ็ก - ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส
จอมทัพผิวสีผู้จุดกระแสการไม่เคารพเพลงชาติสหรัฐ เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคม ประกาศชัดเจนตั้งแต่แรกว่าจะไม่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งในครั้งนี้ หลังจบการดีเบทครั้งแรกระหว่าง ทรัมป์ กับ คลินตัน
“ผมผิดหวังที่เห็นผู้สมัครสองคนนี้ พวกเขาพูดแต่เรื่องโกหก การดีเบทครั้งนี้ เป็นแค่ความพยายามทำให้ตัวเองดูเป็นคนเหยียดผิวน้อยกว่าอีกฝ่ายเท่านั้น”
พร้อมกันนี้ เจ้าตัวยังยืนกรานไม่เสียใจกับผลที่ออกมา แม้ ทรัมป์ ซึ่งเคยประกาศเชิญตนออกจากสหรัฐ หากคิดว่ามีประเทศอื่นที่เหมาะกว่า จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ก็ตาม
“ผมตัดขาดจากการกดขี่ในระบบโดยสิ้นเชิงแล้ว สำหรับผม นี่เป็นแค่การเปลี่ยนหน้าของคนที่จะมาดูแลระบบเท่านั้น สำหรับผม มันไม่สำคัญเลยว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี เพราะมันยังเป็นระบบที่กดขี่คนผิวสีเหมือนเดิม”
“ณ จุดนี้ เราเพียงแค่เลือกคนที่เลวน้อยกว่าเท่านั้น แต่ท้ายที่สุด ปีศาจก็ยังเป็นปีศาจวันยังค่ำ”


