จี้ทปอ.ออกมาขอโทษสังคม เหตุยอมรับระบบการคัดเลือกเด็กมีปัญหา ลั่นไม่มีนโยบายรมว.ศธ.สังคมต้องอยู่กับปัญหาการสอบคัดเลือกอีกนาน
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าสำหรับการปรับระบบการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งจะเริ่มปีการศึกษา 2561 โดยมีหลักการเพื่อให้เด็กเรียนในระบบการศึกษาจนจบหลักสูตรม.ปลาย ,ลดการวิ่งรอกสอบ,ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง,ให้เด็กได้เลือกเรียนตามศักยภาพและ มหาวิทยาลัยได้คนตามที่ต้องการ และแบ่งการสอบเป็น 3 ระบบ ได้แก่ การคัดเลือกโดยระบบโควต้าที่ไม่ใช้การสอบ, ระบบการคัดเลือกโดยใช้ข้อสอบกลางและระบบการรับตรงที่ให้อิสระกับมหาวิทยาลัยดำเนินการโดยต้องไม่มีการจัดสอบน นั้น ข้อสรุปของทปอ.ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ทปอ.ยอมรับระบบสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยสร้างปัญหาให้กับสังคม ทั้งเร่งเด็กเรียนให้จบหลักสูตร กวดวิชา วิ่งรอกสอบ เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นต้น โดยการยอมรับครั้งนี้ ถือเป็นความกล้าหาญที่น่าชื่นชม แต่ตนอยากให้ ทปอ.ออกมาขอโทษสังคม เพราะหากไม่มีนโยบายของพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ก็ไม่รู้ว่า เราต้องอยู่กับปัญหาการสอบคัดเลือกนี้ไปอีกนานเท่าไร และต่อไปหากทปอ.จะคิดดำเนินการสิ่งใดก็ขอให้คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมไทยไม่ควรมุ่งแต่จะหารายได้ให้มหาวิทยาลัยอยู่รอด
ทั้งนี้ สำหรับ ระบบการคัดเลือกที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เห็นว่าเป็นการปรับระบบให้กระชับขึ้น โดยรวมระบบแอดมิชชั่นส์กลาง ที่ใช้การสอบโอเน็ต, คะแนนจีแพต การทดสอบความถนัดทั่วไปหรือแกต และการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือแพตรวมกับการสอบวิชาสามัญ9วิชา โดยจัดสอบในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่า อาจทำให้เด็กเกิดความเครียด และวิธีดังกล่าวจะลดการกวดวิชาได้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อ ทปอ.ระบุว่า ผลวิจัยแกต และแพตเป็นข้อสอบที่มีคุณภาพ สามารถคัดเลือกเด็กและทำนายผลได้ ก็ควรลดจำนวนวิชาสอบลง หรือ รวมแกต/แพตกับ วิชาสามัญ9วิชา ด้วยกัน เพราะซ้ำซ้อน ทำให้เด็กสอบมากเกินความจำเป็น





