จนท.ป่าไม้-ตร.-ทหารกว่า150นาย บุกตรวจสอบป่าอุทยานฯถูกยึดครองผิดกฎหมายที่แม่เหียะ จ.เชียงใหม่ กว่า 40 จุด ลั่นยึด-ลุยดำเนินคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (4 พ.ย. 59) นายกริชสยาม คงสตรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้นำกำลังบูรณาการ ระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย,เจ้าหน้าที่ทหารมทบ.33, เจ้าหน้าที่ตชด.,อาสาสมัครรักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจ.เชียงใหม่ รวมกว่า 150 นาย
แบ่งเป็น 4 ชุดปฏิบัติการ เดินทางเข้าพื้นที่บริเวณบ้านแม่เหียะใน หมู่ที่3 ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังตรวจสอบพบว่าได้มีการบุกรุกเข้าอาศัย ถือครอง และยังมีการซื้อขายที่ดินกันในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายเนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าอุทยานฯ โดยในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการบุกตรวจสอบจำนวนกว่า 40 จุด รวมเนื้อที่ 98 ไร่ 3 งาน 83 ตารางวา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งให้รื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง แต่เจ้าของบ้านไม่ดำเนินการตามกำหนด หรือออกมายื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด
สำหรับปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ คือการเข้าดำเนินคดีในพื้นที่ที่เคยมีการสำรวจการถือครองตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 ซึ่งหลังจากที่ได้มีการสำรวจแล้วก็เกิดข้อร้องเรียนว่ามีการนำที่ดินเหล่านี้ไปซื้อขายเปลี่ยนมือ ซึ่งถือเป็นการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไขจากที่กำหนดไว้ตามมติคณะรัฐมนตรี และนำไปสู่การยกเลิกเพิกถอนสิทธิ์แห่งนี้ โดยทางอุทยานฯ ได้ดำเนินการยกเลิกเพิกถอนไปแล้วทั้งหมด
และหลังจากนั้นเมื่อยกเลิกเพิกถอนเสร็จทางอุทยานฯ ก็ได้มีการติดป้ายประกาศให้ผู้อาศัยหรือผู้กระทำผิดดำเนินการอพยพ รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งพืชผลอาสินที่อยู่ในพื้นที่ อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติดอยสุเทพและอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ภายในวันที่ 30 กันยายน 2558 หากไม่ดำเนินการในเวลาที่กำหนด จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งอาญาและแพ่ง ฐานบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดิน แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบว่ามีการรื้อถอนแต่อย่างใด และไม่มีการยื่นขออุทธรณ์ใดๆ
ต่อมา นายกริชสยาม คงสตรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย โดยมี นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธาน ประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมติในที่ประชุมก็ให้ดำเนินคดีอาญา จึงนำมาสู่การปฏิบัติการในวันนี้
โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าสำรวจทีละจุด พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ได้มีการทำประโยชน์และปลูกสิ่งก่อสร้าง โดยเจ้าของรายใหม่ หรือนายทุนจากภายนอก และส่วนใหญ่ไม่พบผู้ดูแลหรือเจ้าของอยู่ในพื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการรุกเข้าในพื้นที่เพื่อสำรวจความเสียหาย รวมทั้งเก็บตัวอย่างดินไปตรวจสอบ เพื่อนำไปประเมินความเสียหายที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมในพื้นที่ โดยวัดค่าดินในที่ดินที่ถูกทำประโยชน์มาเปรียบเทียบกับค่าดินในป่าธรรมชาติที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ว่าเสื่อมโทรมเพียงใด จะต้องได้รับการฟื้นฟูมากเท่าใด เพื่อประเมินค่าความเสียหายแก่ผู้ครอบครองต่อไป
ขณะเดียวกันหากการดำเนินการในวันนี้พบเจอตัวผู้กระทำผิดก็สามารถทำการจับกุมตัวและดำเนินคดีได้ทันที ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504,พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 โดยเบื้องต้นในช่วงเช้าวันนี้ ได้รับรายงานจากหนึ่งในชุดปฏิบัติการ ว่าได้พบเจ้าของที่ดิน ที่อยู่ในเป้าหมาย 1 ราย จึงเตรียมนำตัวไปส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยหลังจากกระบวนการต่างๆ แล้วเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่อุทยานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด และเตรียมฟื้นฟูให้ป่าผืนนี้กลับมามีสภาพสมบูรณ์ดังเดิมโดยเร็วที่สุดต่อไป

