กทม.จับมือทส.-เอกชน เดินหน้าปลูกโกงกาง กู้พื้นดินชายทะเลบางขุนเทียน เปิดทางสร้างระบบนิเวศน์ใหม่
เมื่อ เวลา 12.00 น. ที่ห้องเอราวัณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมโครงการป้องกันและแก้ไขจากปัญหาการเกาะซัดชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ว่า เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาพื้นที่บางขุนเทียนชายทะเล ถูกน้ำทะเลเกาะซัดไปแล้วกว่า 3,000 ไร่ เฉลี่ยปีละ 4-5 เมตร หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งกทม.จะขอความร่วมมือหน่วยงานราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และภาคเอกชน ร่วมกันปลูกป่าโกงกางในพื้นที่ทั้งหมด เพื่อคืนพื้นที่ที่สูญเสียไป โดยไม่ใช้งบประมาณของราชการใดๆทั้งสิ้น ซึ่งการปลูกป่าโกงกางถือเป็นการทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิธ ซึ่งในวันที่ 5 ธ.ค. องค์การยูเนสโก ได้กำหนดให้เป็นวันดินโลกด้วย
"ตอนนี้ชายฝั่งทะเลถูกกินพื้นที่เกือบ 900 เมตรแล้ว จึงต้องหาวิธีการปลูกต้นไม้ให้มากที่สุด เพื่อให้ได้พื้นที่ที่ถูกกัดเซาะไปกลับคืนมาให้มากที่สุด ส่วนการสร้างแนวเขื่อนเพื่อป้องกันการกัดเซาะในระยะยาว ก็ต้องดำเนินการต่อไปได้ แต่กทม.จะขอความร่วมมือกับเอกชน โดยจะพิจารณาว่าจุดใดต้องปลูกต้นไม้ประเภทใด จะต้องปลูกต้นแสม ปลูกป่าโกงกา ง รวมถึงดูระบบนิเวศน์ในพื้นที่ เพื่อให้สัตว์เข้ามาอาศัยได้ด้วย"พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวิ
ด้านนายสุราษฎร์ เจริญชัยสกุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบหลัก สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้รายงานในที่ประชุมว่า การปลูกป่าดังกล่าว ซึ่งเป็นไปได้ยาก หากไม่มีการสร้างเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กทีกรอยน์ (T-Groins) ตามแนวชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ระยะทางรวม 4.7 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ได้นำเสนอผลรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เป็นครั้งที่ 4 แล้ว อย่างไรก็ตามจะเสนอผลรายงานดังกล่าวอีกครั้ง ในเดือนก.พ.2560 ก่อนจะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) เพื่อขอการอนุมัติโครงการ ซึ่งหากผลการพิจารณาอีไอเอ จะพิจารณาคัดเลือกที่ปรึกษาโครงการ ก่อนจะเริ่มก่อสร้างทีกรอยน์ โดยใช้เวลา 30 เดือน โดยใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้พื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน การแก้ปัญหาการกัดเซาะของน้ำทะเล และจัดทำเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเริ่มจะก่อสร้างพร้อมกับการสร้างแนวเขื่อนด้วย


