ใน The Inside Line ตอนก่อนๆ ผมเคยพูดถึงการมาของจักรยานเสือหมอบ แบรนด์จีน
ที่ผู้นำเข้าไทย ดึงมาตีตลาดจักรยานยุโรปและอเมริกาจนชนะขาดลอย ด้วยราคาต้นทุนที่ถูกกว่าและสเปค “ดีกว่า” ในบางด้าน ทำให้ยอดขายถล่มทลาย กินส่วนแบ่งจักรยานระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับกลาง
ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้นำเข้าจักรยานยุโรปเดือดร้อนพอสมควร เพราะราคาต้นทุนนำเข้าและทำตลาดสูงกว่า แถมยังได้อะไหล่ไม่เทียบเท่าจักรยานจีนในราคาเท่ากัน แน่นอนว่าผู้บริโภคก็สนใจจักรยานสเปคดีราคาไม่แพงเป็นธรรมดา จนผู้นำเข้าหลายรายต้องออกมาทำโปรโมชันชนราคา ลดแลกแจกแถม หรือผ่อนฟรี ผ่อนสบายไร้ดอกเบี้ย ก็มีให้เห็นบ่อยไป หลายรายยอมขาดทุนโละสต็อกสินค้าด้วยราคาเหลือเชื่อ เพราะยังต้องรับนำเข้าสินค้าปีใหม่เข้ามาขายต่อเนื่อง ครั้นจะเก็บของเก่าไว้ก็มีแต่จะขายไม่ออก
แต่เชื่อไหมครับว่าเคสนี้ไม่เกิดขึ้นในตลาดยุโรป ย้อนไปเมื่อปี 2013 สหภาพยุโรปได้มีมติต่ออายุนโยบายการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) ให้สมาคมโรงงานผลิตจักรยานยุโรปหรือ European Bicycle Manufacturers’ Association (EBMA) ยาวไปจนถึงปี 2018 โดยจัดเก็บภาษีนําเข้าจักรยานจากจีนที่ 48.5%!
นโยบายนี้จริงๆ ใช้มาร่วม 20 ปีแล้วตั้งแต่ปี 1993 และออกแบบมาเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมจักรยานภายในยุโรป จากการโจมตีของผู้ผลิตจักรยานจากจีน ที่เคยส่งจักรยานเข้ามาขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของผู้ผลิตยุโรป เล่นเอาผู้ผลิตท้องถิ่นแทบจะปิดกิจการกันไปหลายราย และด้วยที่ยุโรปยังคงเป็นทวีปที่มีวัฒนธรรมการปั่น และจับจ่ายซื้อสินค้าจักรยานมายาวนาน รวมถึงมีอุตสาหกรรมจักรยานที่แข็งขัน ก็เข้าใจได้ว่าทำไมสมาคม EMBA ถึงต้องออกมาล็อบบี้นโยบายนี้อย่างจริงจัง
จีนหาทางส่งออกจักรยานไปยุโรปด้วยเส้นทางอื่น นั่นคือ นอมินี ในตูนิเซีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และศรีลังกา จนสหภาพยุโรปต้องใช้กำแพงภาษีเดียวกันกับประเทศดังกล่าว
แต่จีนในฐานะผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตมากถึง 83 ล้านคันในปี 2011 และส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศถึง 70% ของจำนวนดังกล่าว ไม่ได้ยอมสงบศึกง่ายๆ
ฝั่งยุโรปก็เป็นกลุ่มประเทศที่จับจ่ายซื้อสินค้าจักรยาน มากเป็นอันดับสองของโลก อุปสงค์มี อุปทานก็พร้อม แต่เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมจักรยานยุโรปพังพินาศไปเสียก่อน ทางสหภาพจึงต้องตั้งกำแพงภาษีอย่างที่เราเห็น
ปัญหาหลักของการทุ่มตลาด (Dumping) คือการแย่งส่วนแบ่งการตลาด ในแบบที่ผู้ผลิตท้องถิ่นไม่สามารถสู้ราคาได้ แถมยังเป็นการทำลายอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าชนิดนั้นภายในประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคสินค้านำเข้า สามารถบริโภคสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าการบริโภคสินค้าเดียวกันที่ผลิตภายในประเทศ ทำให้ผู้ผลิตสินค้าในประเทศขายสินค้าได้น้อยลง และอาจถูกขจัดออกจากตลาดไปในที่สุด และในระยะยาว เมื่อผู้ส่งออกสามารถสร้างอำนาจการผูกขาดสินค้าจากการทุ่มตลาด ก็สามารถโก่งราคาสินค้าได้ในภายหลัง
นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมตลาดจักรยานยุโรปถึงไม่เจอสภาวะเหมือนตลาดจักรยานไทย ที่แบรนด์จีนเข้ามาทุบหม้อข้าวกันแบบไม่ต้องกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม การที่ไทยไม่ออกนโยบายตอบโต้การทุ่มตลาดนี้ ก็อาจเป็นได้ว่าไทยไม่ใช่ผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ เพราะจริงๆ แล้วเรามีบริษัทผู้ผลิตจักรยานรายใหญ่ระดับส่งออกไม่กี่ราย
กระนั้น การไหลทะลักของจักรยานจีน ก็มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการจักรยานไทยไม่น้อยครับ ทั้งคนที่ทำแบรนด์เองและผู้นำเข้าแบรนด์ต่างประเทศ ถึงตอนนี้จักรยานจากจีนอาจจะมีประสิทธิภาพไม่เทียบเท่าจักรยานยุโรป แต่แนวโน้มมันชัดเจนว่าประสิทธิภาพรถจีนจะดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
เชื่อว่าอีกสักสองปีเราคงเห็นสมดุลส่วนแบ่งตลาดที่ชัดเจนกว่านี้ และน่าสนใจว่าผู้นำเข้าจักรยานยุโรป จะมีมาตรการตอบโต้แบรนด์จีนยังไง





