“พ่อหลวง” ไม่เพียงเสด็จไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทั่วภูมิภาคเพื่อราษฏรของพระองค์
แม้แต่การกีฬาของชาติ ก็ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลนั้น หากสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 คือ “ยุคทองของฟุตบอลเมืองสยาม” ในแผ่นดิน “สมเด็จพระภัทรมหาราช” ก็เป็นอีกสมัยที่ถูกเรียกขานว่า “ยุครุ่งเรืองของวงการฟุตบอลไทย”
เมื่อครั้งทรงเสด็จเยือนต่างประเทศปี พ.ศ. 2503 รวม 17 ประเทศ ทรงเสด็จทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอล ณ สนามซานติอาโก เบร์นาเบว ของ เรอัล มาดริด ในสเปน นำโดย อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน และ เฟเรนซ์ ปุสกัส ที่เพิ่งได้แชมป์ยูโรเปียนคัพเป็นสมัยที่ 5 พบกับ แอธเลติก บิลเบา นอกจากนี้ ยังเสด็จทอดพระเนตรงานศูนย์ฝึกกีฬาของเยาวชนชาติต่างๆ อีกด้วย
หลังเสด็จนิวัตประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2505 ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วย ค และถ้วย ง แก่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้ฟุตบอลภายในประเทศ ที่แต่เดิมมีเพียงถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย ได้กลายเป็นระบบสากลหรือดิวิชั่น 1-4 คือฟุตบอลถ้วย ก, ข, ค และ ง ตามลำดับ ตลอดจนการโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยฟุตบอล เช่น ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเพณีจุฬา–ธรรมศาสตร์ ถ้วยพระราชทานระหว่างจังหวัดในเขตกีฬาที่ 7(ภาคกลาง) ถ้วยพระราชทานภูพานราชนิเวศน์ชิงถ้วยพระราชทาน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ฟุตบอลชิงโล่พระราชทาน (ภาคใต้) ถ้วยพระราชทานภูพิงคราชนิเวศน์ (ภาคเหนือ)
พลเอก ประเทียบ เทศวิศาล อดีตสภากรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลฯ เคยให้สัมภาษณ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามผลการแข่งขันของทีมชาติไทยอยู่เสมอด้วยวิทยุคลื่นสั้น แม้แต่การเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะทรงทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาภาค 7 (นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และ ประจวบคีรีขันธ์) ในคู่ชิงชนะเลิศ ปี พ.ศ. 2499 ระหว่าง ประจวบคีรีขันธ์ กับ นครปฐม ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาอย่างหนัก พระองค์ก็ยังทรงทอดพระเนตรการแข่งขันจนจบ โดยพระราชทานถ้วยชนะเลิศและประทานพวงมาลัยแก่นักกีฬาตามประเพณีแทบทุกครั้ง
อีกเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ คือทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์แก่ นายสำรวย ไชยยงค์ (ปัจจุบัน พลตรี สำเริง ไชยยงค์) อดีตนักฟุตบอลชุดโอลิมปิก ที่เมลเบิร์น 1956 ให้เดินทางไปศึกษาวิชาการพลศึกษาชั้นสูง ณ สปอร์ตซูเล เมืองโคโลญจน์ เยอรมนี เกี่ยวกับวิทยาการกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่ จนสำเร็จหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลอาชีพชั้นสูง (FUSSBAL LEHRER) เมื่อปี พ.ศ. 2504-2505 ก่อนกลับมาเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอล สโมสรธนาคารกรุงเทพชุดชนะเลิศถ้วย ข (พ.ศ. 2505) และชนะเลิศถ้วย ก 2 สมัย (พ.ศ. 2506 – 2507)
ในเวลาต่อมา พลตรี สำรวย ไชยยงค์ ได้รวบรวมเยาวชนเพื่อนำมาฝึกสอนการเล่นฟุตบอล ณ บริเวณสนามอัฒจันทร์ไม้ ด้านข้างสนามศุภชลาศัย ก่อนย้ายไปฝึกซ้อมกันที่บริเวณสวนพุดตาน ถนนราชวิถี ใกล้โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งในขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ทรงกำลังศึกษาอยู่และเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนจิตรลดา
ด้วยเหตุนี้ สโมสร ราชวิถี ที่มีสีเหลืองเป็นสีประจำทีม จึงมีฉายาว่า “สโมสรชาววัง” และทุกครั้งก่อนฟุตบอลถ้วยพระราชทาน หรือฟุตบอลหน้าพระที่นั่ง นักฟุตบอลสโมสรราชวิถีจะก้มกราบบนพื้นขอบสนาม เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ “สโมสรชาววัง” ยังชนะเลิศรายการสำคัญมากมาย อาทิ ฟุตบอลเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย รวม 6 สมัย และฟุตบอลถ้วย ก รวม 4 สมัย และถ้วยควีนส์คัพ 1 สมัย
ผลจากพระบารมีที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนในคราวนั้น ทีมชาติไทยได้ผ่านรอบคัดเลือกปรี-โอลิมปิก เข้าไปแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ค.ศ. 1968 ณ เม็กซิโก เป็นสมัยที่สองในรอบ 12 ปี
“พ่อหลวง” ยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยฟุตบอลคิงส์คัพ เมื่อเดือนพ.ย. พ.ศ. 2511 เป็นรายการฟุตบอลประจำปีที่เก่าแก่ที่สุดของทวีปเอเชียในปัจจุบัน
แม้ภายหลังจะทรงมีพระราชกรณียกิจเป็นอันมาก แต่ยังทรงติดตามผลงานทีมชาติไทยในรายการสำคัญต่างๆอยู่เนืองนิตย์ ดังเช่น ฟุตบอลกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 รอบชิงชนะเลิศ เมื่อ 16 ธ.ค.2538 ทีมชาติไทย ชนะ เวียดนาม 4 - 0 นักฟุตบอลไทยต้องใส่ชุดสีน้ำเงินเป็นนัดแรก แต่สิ่งที่นำมาสู่ความปลื้มปิติ คือพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายหลังทอดพระเนตรการถ่ายทอดสดการแข่งขันทางสถานีโทรทัศน์เสร็จสิ้นลงว่า
“...สีเสื้อนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ถึงใส่สีน้ำเงินก็ชนะได้ ถ้าหากไทยเก่งพอ มีความสามารถและมีความพร้อมกว่าคู่ต่อสู้...”
พระราชกระแสของ “พระราชาแห่งฟุตบอลเมืองสยาม” ที่ยังคงกึกก้องอยู่กับคนวงการกีฬาฟุตบอลของประเทศไทยนิรันดร์กาล
..............................................
จิรัฏฐ์ จันทะเสน
ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์คณะฟุตบอลแห่งสยาม





