วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

เพลงของพ่อ

เพลงของพ่อ

เพลงของพ่อ

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงดนตรีน่าจะเป็นภาพคุ้นตาคนไทย เป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มในดวงใจ และทำให้ตระหนักว่า...ประเทศไทยโชคดีเพียงใดที่มีพระเจ้าแผ่นดินซึ่งพระปรีชาชาญรอบด้านเหลือเกิน

พระองค์ท่านเริ่มสนพระทัยดนตรีตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระองค์ท่านไม่เคยละทิ้งเสียงเพลงเสียงดนตรีเลย แม้กระทั่งปัจจุบันบทเพลงเสนาะหูยังคงก้องดังในพระราชหฤทัยและแน่นอนว่ายังกังวานไกลไพเราะจับใจชาวไทยเสมอมา

เป็นที่รู้กันว่าบทเพลงไพเราะย่อมเกิดจากฝีไม้ลายมือนักดนตรี หากผู้ช่ำชองคีตศิลป์เหล่านี้รวมตัวกันแล้ว มีแต่จะเกิดบทเพลงแสนไพเราะทวีคูณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของอาณาประชาราษฎร์ก็ทรงเป็นนักดนตรีที่พระปรีชาสามารถมาก ทั้งยังก่อตั้งวงดนตรีรวบรวมนักดนตรีมีฝีมือไว้ร่วมเล่นดนตรีกัน ทั้งเพื่อผ่อนคลายพระราชอารมณ์ และเพื่อกิจการงานแผ่นดิน

กวี อังศวานนท์ คือหนึ่งในนักดนตรีที่มีโอกาสติดตามรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในฐานะพระสหายทางคีตกรรม ตลอดระยะเวลาที่พระสหายคนนี้ได้ร่วมบรรเลงบทเพลงพร้อมกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เขาได้เห็นและรับรู้ถึงพระอัจฉริยภาพและพระราชไมตรีซึ่งเกินกว่าที่พสกนิกรตัวเล็กๆ เช่นเขาจะคาดฝัน

ราวปีพ.ศ.2500 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จะมีพระประสูติกาล เวลานั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ พระบรมราชินีนาถฯ ทรงมีพระราชโอรสอยู่พระองค์เดียว ชาวไทยและนิสิตจุฬาฯ ต่างลุ้นว่าจะเป็นพระราชกุมารหรือว่าพระราชกุมารี

"ในวันนั้นพระองค์นำวงดนตรีลายครามมา ซึ่งเป็นวงดนตรีที่มีมาตั้งแต่แรก สมาชิกวงดนตรีส่วนมากเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวงบ้าง มีสามัญชนอยู่ด้วยสามัญชนคนแรกที่เข้าไปร่วมกับพระองค์ท่านคือ อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ปัจจุบันท่านก็มียศ เป็นเรืออากาศตรี อาจารย์เป็นศาสตราจารย์ทางด้านดนตรี ท่านก็อยู่ด้วย"

หลังจาก กวี อังศวานนท์ เข้าศึกษาที่จุฬาฯ เขามีโอกาสร่วมเล่นดนตรีกับวง สจม (สโมสรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ซึ่งปีนั้น (พ.ศ.2499) เป็นปีแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อตั้งวง big band ซึ่ง กวี ก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งในวง ขณะเดียวกันนั้นมีสถานีวิทยุ อ.ส.วันศุกร์ พระองค์ท่านก็โปรดเกล้าฯ เชิญวงดนตรีของมหาวิทยาลัยให้ไปเล่นออกอากาศที่สถานีวิทยุ อ.ส.ทุกศุกร์ สลับกันไป

“รู้สึกว่าเกษตรฯ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เขามีวงดนตรีวงใหญ่ก่อนเรา พอเรามีเราก็เข้าไปร่วมด้วย ทุกศุกร์ที่เราเข้าไปจะไปเล่นก่อน เล่นประมาณ 4 โมง ออกอากาศ 4 โมง พอ 4 โมงครึ่งเราก็เลิกหรืออาจถึง 5 โมง ประมาณนี้ พอเราเล่นจบแล้ววงดนตรีของลายครามก็มาต่อ ช่วงที่เราออกจากห้องส่งวงดนตรีของพระองค์ท่านก็จะเข้ามา ก็สวนกันตอนนั้น”

หลายครั้งนักดนตรีของวงลายครามมาไม่ครบวง อ.แมนรัตน์ จะจัดคนเข้าไปเสริม ร่วมเล่นกับวงดนตรีลายคราม กระทั่งวันหนึ่งวงลายครามขาดมือ saxophone อ.แมนรัตน์ จึงเรียก กวี เข้าไปเล่นแทน ทว่า เมื่อเขาเห็นพระพักต์พระองค์ท่าน อาการประหม่าก็บังเกิด

“ตอนเข้าไปใหม่ๆ ผมก็เป่าไม่ออก ไม่กล้าเป่า ไปนั่งอยู่กับพระองค์ท่าน กลัวเป่าผิดๆ ถูกๆ แล้วพระองค์จะดุเอา แต่ที่จริงพระองค์ท่านไม่ดุ ท่านไม่ว่าอะไร ใครจะเล่นอย่างไรท่านก็ไม่ว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมวงกับท่าน”

ภายหลัง สมาชิกวงดนตรีลายครามเริ่มขาดหาย ทั้งด้วยความชรา และเหตุผลต่างๆ นานา กวี และนักดนตรีวงจุฬาฯ หลายคนจึงได้ร่วมเล่นเป็นประจำ ในที่สุดพวกเขาก็ติดสินใจถวายตัวเล่นประจำ นำธูปเทียนไปกราบพระบาท นับแต่นั้นมาเขาคือสมาชิกวง อ.ส.วันศุกร์โดยสมบูรณ์ จวบจนปัจจุบันก็ลุ 50 กว่าปีแล้ว

วงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ เป็นวงดนตรีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงก่อตั้งด้วยพระองค์เอง หลังจากท่านกลับมาจากต่างประเทศ เป็นที่ทราบกันดีว่าพระองค์ทรงรักดนตรี ครั้งที่ประทับอยู่ต่างประเทศพระองค์ก็ทรงดนตรี ทรงเรียนดนตรี เครื่องดนตรีประจำพระองค์คือ saxophone

กวีเล่าว่าพระองค์สนุกกับ saxophone และโปรดเพลง jazz มาก พระองค์ทรงสนพระทัยมาตลอด โดยธรรมชาติของคนเล่นดนตรี จะอยู่เฉยมิได้ จึงหาทางรวมวงดนตรี

“ท่านเป็นกษัตริย์ก็เลยหาจากคนใกล้ชิดก่อน จากพระบรมวงศานุวงศ์ ไปชักชวนมาเล่นกัน เล่นได้บ้างไม่ได้บ้าง บางคนก็เล่นไม่ค่อยเก่ง ตอนหลังท่านก็ได้ อ.แมนรัตน์ ที่ค่อนข้างจะเป็นมือโปร ท่านก็ทรงสนุก ท่านก็เล่นกับวงลายครามมา ตอนนั้นยังไม่ได้เรียกว่าวงดนตรี อ.ส. เรียกว่าวงดนตรีลายคราม ที่เรียกว่าวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ เพราะออกอากาศทางสถานีวิทยุ อ.ส.และวงดนตรี อ.ส.หรือวงลายคราม ไปออกอากาศวันศุกร์ ก็เลยเรียกว่าวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ ต้องเรียกว่า อ.ส.วันศุกร์ด้วย เพราะบางทีเรียกว่า อ.ส.เฉยๆ เขาอาจคิดว่าเป็นอาสาสมัครที่ไหน เลยต้องเอาคำว่าวันศุกร์เสริมเข้าไป อ.ส.มาจาก อัมพรสถาน พระราชวังดุสิต”

สมัยก่อนทูตอเมริกันถวายเครื่องส่งสัญญาณวิทยุแก่พระองค์ กำลังส่งเพียง 100 วัตต์ กระจายสัญญาณได้ในระยะทางสั้นๆ เฉพาะกรุงเทพฯ กวี อังศวานนท์ เล่าว่าพระองค์ท่านทรงเลือกเพลงเพื่อให้เปิดออกอากาศเอง พอตั้งเป็นวง อ.ส.ได้ก็ออกอากาศทุกวันศุกร์ และสมัยก่อนก็ยังไม่มีใครทราบว่าวงดนตรี อ.ส. มีพระเจ้าอยู่หัวฯทรงดนตรีด้วย ใครจะขอเพลงอะไรก็เล่นให้ทั้งนั้น ประกาศเบอร์โทรศัพท์ทางวิทยุ จะขอเพลงอะไรก็ขอมาได้ แต่ภายหลังประชาชนทราบว่ามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงด้วย คนหันมาฟังกันมาก

“ตอนนั้นวง อ.ส.ดังมาก มีคนโทรมาขอเพลงเยอะ พระองค์ท่านมีแฟนมาก” แม้ กวี จะเข้าร่วมวงดนตรีของพระองค์ท่านแล้ว แต่พระองค์ท่านคือกษัตริย์ ระยะห่างและความกริ่งเกรงย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ทว่าเมื่อเขาได้ใกล้ชิดพระองค์แล้ว ความคิดก็พลันเปลี่ยน

"ในวงดนตรีพระองค์ท่านไม่ได้ให้เป็นความสนิทสนมส่วนตัว ทุกคนที่ได้เข้าเล่นวงดนตรีได้ร่วมวงไปถวายตัวเล่นวงดนตรีกับพระองค์ท่านก็ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณเพราะเราได้ใกล้ชิด ท่านประทับอยู่อย่างไรเราก็นั่งอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่ต้องมานั่งกับพื้น ท่านนั่งเก้าอี้เราก็นั่งเก้าอี้เพราะเราต้องเล่นดนตรี สำหรับผมมีอยู่ 2 สถานะ คือสถานะที่เป็นผู้รักษาทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่ท่านโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นี่ก็ใกล้ชิด เป็นพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดที่หามิได้แล้วสำหรับผมและอีกสถานะหนึ่งคือเป็นนักดนตรี อ.ส.

เมื่อก่อนไม่ว่าท่านจะเสด็จไหนเราก็ตามไปตลอดแต่ที่ไปบ่อยคือหัวหินเพราะมันใกล้ พอวันศุกร์ก็ขับรถไปกันแล้วก็ร่วมเล่นดนตรีกับท่าน บางทีก็วันอาทิตย์ ตกเย็นก็กลับกัน เชียงใหม่ก็เคยไปเฝ้า วงดนตรี อ.ส.ก็เคยไป สมัยก่อนท่านประทับอยู่ที่เชียงใหม่ช่วงเดือนพฤศจิกายนท่านก็ขึ้นไปทรงงานถึงมกราคม กุมภาพันธ์ท่านจึงเสด็จกลับ ช่วงปีใหม่ท่านก็ให้ไปเฝ้าที่ภูพิงเราก็ไปถวายดนตรีที่นั่น

เมื่อก่อนเราก็ไม่กล้าเริ่มพูดคุยก่อน ท่านรับสั่งถามเราก็กราบบังคมทูลแล้วแต่เรื่องอะไร เดี๋ยวนี้พวกเราก็คุยกันให้ท่านได้ยินท่านก็ทรงพระสรวลบ้าง ก็มีรับสั่งบ้างแต่ก็ไม่ได้สั่งเป็นเรื่องเป็นราว ก็ถือว่าได้ใกล้ชิดครับ"

วโรกาสต่างๆ อาทิ วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม และ 12 สิงหาคม รวมทั้งวันครบรอบอภิเษกสมรส ทั้ง 3 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจะร่วมทรงดนตรีในงานฉลอง โดยจะผลัดเปลี่ยนไปยังที่ต่างๆ ตามแต่พระประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ

“ถ้าเป็นวันที่ 28 เมษายน แน่นอนเลยคือที่หัวหิน พอหน้าร้อนท่านก็จะแปรพระราชฐานจากกรุงเทพฯ เสด็จประทับที่พระราชวังไกลกังวล วันที่ 28 เมษายน เป็นวันฉลองอภิเษกสมรส พระองค์จะทรงดนตรี มีแขกข้างนอกเข้ามาด้วย ท่านเชิญให้เขามาร่วมงาน มีพวกผู้หลักผู้ใหญ่ มีนายกฯ มีรัฐมนตรี แม่ทัพนายกองต่างๆ พวกเราก็เล่น เป็นวันที่สนุกสนานมากที่สุด ท่านทรงดนตรีตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้าเลย อยู่ที่หัวหินนั่นถือว่าเป็นวันพักผ่อน ก็เป็นวันที่ทุกคนมีความสุขเพราะเป็นวันที่ครบรอบอภิเษกสมรส พระองค์ก็ทรงด้วยตลอด สมัยก่อนทรงดนตรีไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง ท่านโปรดมากครับ”

กวี เล่าว่า ก่อนพระองค์ทรงดนตรีจะจัดที่ประทับให้เหมาะกับพระประสงค์เพื่อทรงดนตรีได้ถนัด นักดนตรีบางคนชอบนั่งพิงเก้าอี้ บางคนนั่งเขยิบออกมาปลายเก้าอี้ สำหรับพระองค์ท่านเวลาทรงดนตรีจะประทับพิงเก้าอี้ ขณะที่พระองค์ทรงดนตรีเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงมีความสุขที่สุด ได้พักผ่อนพระอิริยาบถ

“ผมว่าพระองค์ท่านมีความสุขมากครับเวลาทรงดนตรี คือท่านได้ทรงผ่อนคลาย ท่านได้ทรงพักผ่อนจากการเล่นดนตรี เวลาเล่นดนตรีเห็นมาหลายทีแล้วก่อนจะเล่นดนตรีบางครั้งหลังๆ เวลาท่านเสด็จเข้ามาในห้องดนตรี พระพักตร์อาจดูมีพระราชกรณียกิจยุ่งคือพระพักตร์ไม่ค่อยดีนัก พระพักตร์เงียบๆ ขรึมๆ ไม่รับสั่งอะไรเลย แต่พอได้ทรงดนตรีไปสักเพลงสองเพลงก็ทรงผ่อนคลาย ก็จะเห็นพระพักตร์มีรอยพระสรวลและทรงมีพระอารมณ์แจ่มใสทุกครั้งเลยครับ”

ยิ่งพระองค์ได้ทรงเล่นเพลงประเภท Dixieland Jazz จะทรงมีความสุขมาก โดยเฉพาะเพลง Petit Fleur ซึ่งทรงบรรเลงด้วย alto saxophone เครื่องดนตรีโปรด ผู้ได้ยินยลต่างยอมรับว่าไพเราะจับใจมาก

ศิลปิน Dixieland Jazz ที่พระองค์ทรงโปรดมีด้วยกันหลายคน กวี อังศวานนท์ บอกว่าเท่าที่ทราบ คือ ซิดนี แบร์เช (Sidney Bechet), เท็ดดี บัคเนอร์ (Teddy Buckner), เมซซ์ เมซโกร (Mezz Mezzrow) และ ราล์ฟ จอห์นสัน (Ralph Johnson)

นอกจาก alto sax ที่ทรงโปรดที่สุด พระองค์ยังทรงเครื่องดนตรีได้อีกหลายประเภท อาทิ piano, guitar, trumpet, clarinet, saxophone โดยเฉพาะ saxophone พระองค์ทรงได้ทุกเครื่อง

“saxophone มีหลายชนิดนะครับ มี 6 ชนิด ที่ท่านทรงถนัดที่สุดคือ alto sax กับ clarinet นอกนั้นท่านก็ทรงได้แต่ไม่คล่องแคล่วเท่า ถือเป็นอัจฉริยภาพด้านดนตรีเลยนะครับ” กวี กล่าว

เหตุที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระปรีชาสามารถการดนตรีมาก อาจเพราะพระองค์ทรงสนพระทัยและศึกษาอย่างจริงจังตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ ณ กรุงโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาดนตรีกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ พระองค์ทรงโปรด saxophone ซึ่งเหมือนกับพระเชษฐา (พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลฯ) ดังนั้นจึงต้องแบ่งกันทรงเพียงเครื่องเดียว ทั้งๆ ที่ความจริงควรมีเป็นของส่วนพระองค์

“ที่ไม่ได้ซื้อคนละเครื่อง เพราะสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ท่านประหยัดมาก ท่านพอเพียง หากจะซื้อเครื่องดนตรี ท่านไม่ซื้อให้นะครับ ท่านบอกให้เก็บเงินก่อน สองพระองค์ต้องเก็บเงินร่วมกัน ค่าขนมที่ได้ให้เก็บไว้ สมมติว่าค่า saxophone 500 ดอลล่าห์ สองพระองค์ต้องเก็บให้ได้ 250 ดอลล่าห์ แล้วท่านถึงจะซื้อให้โดยท่านออกให้ 250 ดอลล่าห์ เป็นการสอนพระราชโอรสอย่างดีมากเลย สมควรให้คนสามัญเอาเป็นตัวอย่าง”

กวี อังศวานนท์ เล่าต่อว่า สิ่งที่สมเด็จย่าทรงสอนพระราชโอรสได้ประสิทธิผลมาก เพราะพระราชโอรสของพระองค์ก็ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พอเพียง รู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ ทั้งสองพระองค์

"พระองค์ท่านรับสั่งว่าการให้ของคนโดยให้เฉยๆ มันไม่มีคุณค่า ต้องให้เขามีส่วนร่วมเขาถึงจะรู้ว่าของนี้มีคุณค่า คล้ายว่าด้วยความยากลำบากที่จะได้แต่ละอย่างมา เหมือนกับที่มีคนมายืมเงิน เรามีสตางค์เราให้ไปเปล่าๆ ก็ได้ เขาไม่ต้องมาใช้คืนก็ได้ แต่มันเหมือนกับเขาไม่มีศักดิ์ศรี ท่านต้องการให้คนมีศักดิ์ศรี เป็นเพราะท่านมีพระประสงค์ไม่ได้เป็นเพราะท่านตระหนี่ เขาแบมือขอ เราให้ ก็เหมือนขอทาน เพราะฉะนั้นต้องให้คนมีศักดิ์ศรี ต้องไม่ให้เขามีความรู้สึกว่าเขาเป็นประเภทขออย่างเดียวรับอย่างเดียวไม่เคยให้

ท่านทรงสอนลูกให้ออกส่วนหนึ่งแล้วท่านถึงจะออกให้ เลยเหมือนเป็นการปลูกฝัง จนปัจจุบันที่ท่านทรงนำมาสอนพสกนิกร ท่านค่อยๆ ทำจากเล็กที่สุด ดีขึ้นค่อยขยาย จากเล็กไปใหญ่ทั้งนั้น ไม่มีที่จะทุ่มเป็นเรื่องใหญ่เลย"

ถึงแม้พระองค์จะทรงประหยัดมาก ทว่า เครื่องดนตรีสากลอย่าง saxophone หรือ clarinet นั้นมีราคาแพง ไม่ว่ารุ่นใด ยี่ห้อใด ล้วนมูลค่ามากทั้งสิ้น โดยเฉพาะยี่ห้อที่พระองค์ทรงโปรดก็ถือว่าเป็นยี่ห้อชั้นแนวหน้า

"เท่าที่เห็นมานะครับอย่าง clarinet, saxophone ไม่เห็นพระองค์ใช้ยี่ห้ออื่นเลย เห็นแต่ยี่ห้อ เซลเมอร์ (Selmer) อย่างเดียว มีคนถวายยี่ห้ออื่นก็มีแต่ท่านไม่โปรด Selmer เป็นของฝรั่งเศส clarinet ของท่านก็ใช้ Selmer มาตลอด saxophone และ clarinet มีหลายระดับเหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยี่ห้อนี้มีตั้งแต่เกรด เอ บี ซี หรือซูเปอร์ อย่างของพระองค์ท่านเป็นท็อปเกรด ดีที่สุด"

แน่นอนว่าพระองค์ทรงเก็บพระราชทรัพย์ด้วยความมัธยัสถ์ซื้อเอง แต่ด้วยความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ตัวแทนจำหน่ายเครื่องดนตรี ยี่ห้อ Selmer จึงทูลเกล้าฯ ถวาย

พระปรีชาสามารถของพระองค์เหลือคณา ถึงแม้ กวี อังศวานนท์ จะร่วมเล่นดนตรีกับพระองค์ในวงดนตรีสากล เขาก็ยังเห็นมุมหนึ่งซึ่งคนไทยน่าจะภูมิใจ คือ พระองค์ทรงฟังดนตรีทุกประเภท ไม่เว้นเพลงไทยทั้งลูกทุ่งและไทยสากล อีกทั้งพระองค์ยังทรงบรรเลงบทเพลงเหล่านั้นด้วย เช่น เพลงส้มตำ. คู่กัด, แสบหัวใจ ฯลฯ

ไม่เพียงเท่านี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทเพลงไว้มากมาย บางบทเพลงช่างคุ้นหู บางบทเพลงสะท้อนตัวตนอันกล้าหาญของคนไทย อาทิ เพลงเราสู้

กวี เปิดเผยว่า เพลงพระราชนิพนธ์ ‘เราสู้’ มีหลายคนช่วยกันแต่ง พระองค์ท่านทรงเริ่มก่อนและมีคนอื่นๆ ร่วมกันแต่ง ขณะนั้นตรงกับปี ค.ศ.1975 ช่วงเวียดนามใกล้แตก มีหลายคนบอกให้ประเทศไทยหนีจากระบบโดมิโนแต่พระองค์ท่านทรงไม่หนีไปไหน ให้สู้ พระองค์จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลงเราสู้ ทรงบรรเลงครั้งแรกที่พระราชวังบางปะอิน ร่วมบรรเลงโดยการแต่งนิดแต่งหน่อยจนนิพนธ์เสร็จในวันนั้นเลย คล้ายการสังสรรค์ทางดนตรี

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ประจักษ์แก่สายตา กวี อังศวานนท์ แต่สิ่งเขาซาบซึ้งยิ่ง คือพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่พระองค์ท่านพระราชทานให้แก่พระสหาย รวมทั้งพสกนิกรชาวไทยทุกคน

"จะเป่าผิดเป่าถูกท่านไม่เคยมีรับสั่งบ่นหรือต่อว่า ปล่อยให้เราเล่นตามสบาย ทำให้นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีพระเมตตาต่อพวกเรา และประทับใจที่ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพทางดนตรีและท่านยังสอนเราด้วย

เรื่องดนตรีพระองค์ท่านไม่เคยหยุดศึกษา การศึกษาของท่านคือการฟังและการถามจากนักดนตรีระดับสูง เรียกได้ว่าท่านไม่เคยหยุดที่จะศึกษาด้านดนตรีเลย"