วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประวัติอาชญากรออนไลน์ ไอเดีย ปคม.ป้องกันคดีข่มขืน

แม้ทราบกันดี บ้านเรามีคดีข่มขืน กระทำอนาจาร หรือ คดีความผิดเกี่ยวกับเพศเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากดูสถิติที่เก็บรวบรวมจะพบว่า น่าตกใจกว่าที่่คิด

ข้อมูลจากตำรวจทุกกองบัญชาการทั่วประเทศ มีหมายจับค้างเก่าคดีเกี่ยวกับเพศมากถึง 26,234 คดี และในจำนวนนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ถึง 7,044 คดี

จากการวิเคราะห์ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พบว่าผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ มักมีพฤติการณ์กระทำผิดซ้ำ แม้จะเคยถูกจับ ติดคุกและพ้นโทษออกมาแล้ว หากมีจังหวะและโอกาสก็จะกระทำผิดซ้ำอีก

ตรวจสอบข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์พบว่า มีบุคคลพ้นโทษในคดีเกี่ยวกับเพศ ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน รวมแล้ว 6,095 คน

จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ทำให้ตำรวจปิ๊งไอเดียว่า หากเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระบบโดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “ภูมิสารสนเทศ” น่าจะช่วยป้องกันการกระทำผิดซ้ำในคดีเกี่ยวกับเพศได้ หรืออย่างน้อยเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ก็น่าจะสามารถจำกัดขอบเขตการสืบสวนสอบสวนให้แคบลง โดยมุ่งไปยังกลุ่มบุคคลต้องสงสัยที่มีฐานข้อมูลคดีเดิมอยู่แล้วได้

พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ผบก.ปคม.) กล่าวกับ “ทีมล่าความจริง” ว่า ส่วนใหญ่อาชญากรมักมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำ คือเมื่อต้องโทษแล้ว การถูกจองจำในห้องขังไม่ช่วยให้อาชญากรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ทั้งนี้ หากย้อนไปราวปลายปี 2556 คดีสะเทือนขวัญของคนไทย คือคดีฆาตกรต่อเนื่องก่อเหตุฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 6 ขวบ บริเวณป่ารกร้างติดสถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง บางนา เมื่อถูกจับกุมได้ เจ้าตัวก็สารภาพว่าเคยก่อเหตุมาแล้วนับสิบครั้ง และฆ่าเหยื่อถึง 4 ครั้ง เคยถูกจำคุก 3 ปี 8 เดือน แล้วออกมาก่อเหตุซ้ำอีก

ด้วยเหตุนี้ บก.ปคม.จึงคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดเก็บ รวบรวมข้อมูลคนหาย ข้อมูลผู้ต้องหาตามหมายจับ และข้อมูลบุคคลพ้นโทษในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ เพื่อนำมาใช้ในการติดตามตัวผู้ต้องหาที่ก่อคดีทางเพศ

“ระบบติดตามผู้ต้องหา จะแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนหาย 2.บุคคลพ้นโทษคดีทางเพศ และ 3.ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีทางเพศสำหรับสาเหตุที่ต้องรวมข้อมูลบุคคลพ้นโทษเข้ามาด้วย เพราะคนกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 85 จะกลับมาก่อเหตุซ้ำส่วนกลุ่มคนหาย เป็นหน้างานหนึ่งของ ปคม.ซึ่งโยงกับความผิดฐานค้ามนุษย์ เช่น กรณีเด็กหายจากขบวนการลักเด็กไปขอทาน เป็นต้น” พล.ต.ต.กรไชย ระบุ

สำหรับการทำงานของระบบเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เริ่มต้นจากการส่งกำลังตำรวจลงพื้นที่ต่างๆ เพื่อสำรวจและเชื่อมข้อมูลคนหายทั่วประเทศ เฉพาะปีนี้จำนวน 372 ราย พร้อมทั้งเก็บข้อมูลผู้ต้องหาตามหมายจับคดีเกี่ยวกับเพศราว 7,000 คน และข้อมูลบุคคลพ้นโทษในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศอีก 6,000 คดี เพื่อบันทึกเข้าไปในระบบสำหรับเป็นฐานข้อมูล ทั้งชื่อ ใบหน้า ที่อยู่ และรายละเอียดการถูกต้องโทษ ก่อนแสดงผลในรูปแบบของแผนที่ กราฟ ความหนาแน่น และความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ

“เราได้ส่งกำลังจากกองกำกับการ 5 ปคม.ลงพื้นที่ต่างๆ โดยเริ่มพล็อตจุดตามโปรแกรม ซึ่งเมื่อเกิดเหตุจุดใดก็ตาม จะสามารถดูข้อมูลได้ทันที เช่น เมื่อเกิดคดีทางเพศในจังหวัดนี้ ก็จะตรวจสอบได้ในเบื้องต้นว่ามีคนที่เคยก่อเหตุคดีทางเพศจำนวนกี่ราย จากนั้นจึงลงลึกไปถึงคำให้การของผู้เสียหาย เพื่อเปรียบเทียบลักษณะ ท่าทาง ความสูงของผู้กระทำผิด สิ่งที่ง่ายก็คือ เราสามารถนำภาพของผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยไปให้ผู้เสียหายดูได้เลย” ผบก.ปคม.ระบุ

พล.ต.ต.กรไชย บอกอีกว่า โปรแกรมนี้จะได้รับการพัฒนาเป็น“แอพพลิเคชั่น”ในสมาร์ทโฟนเพื่อให้ตำรวจในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ทั้งหมดสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลทั้ง 3 ประเภทได้ จากนั้นจะให้ตำรวจทุกนายเรียนรู้วิธีการใช้โปรแกรมนี้ เพื่อให้การทำงานในการติดตามบุคคลสูญหาย และการจับกุมคนร้ายในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น บก.ปคม.จะเร่งผลักดันกฎหมายให้ผู้ต้องขังคดีเกี่ยวกับเพศที่พ้นโทษออกมา ต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นการตรวจสอบแหล่งที่พักของกลุ่มคนเหล่านี้ และเป็นการป้องกันคดีเกี่ยวกับเพศที่อาจเกิดซ้ำอีก

ปัจจุบันโปรแกรมรวบรวมข้อมูลคนหายและอาชญากรคดีทางเพศถูกใช้งานแล้ว และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยคดีแรกคือการจับกุม นายสุนันท์ โตแทน อายุ 38 ปี ซึ่งมีพฤติการณ์ขี่รถจักรยานยนต์ออกตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ใน จ.ราชบุรี เพื่อกระทำอนาจารสาวๆ ที่ขี่รถมาเพียงลำพัง

โดยผู้ต้องหารายนี้ เพิ่งพ้นโทษจากคดีชิงทรัพย์และกระทำอนาจาร ออกมาจากเรือนจำจังหวัดกระบี่ได้ไม่นาน!