นครพนมพบพระพุทธรูปทองคำโบราณ อายุร้อยกว่าปี ตั้งปะปนกับพระอื่น บนโต๊ะหมู่บูชาในวัดมานาน
ครูมาบวชช่วงเข้าพรรษาสังเกตพบ รูปลักษณ์พระแตกต่างจากองค์อื่น เมื่อนำมาตรวจสอบพบอักษรจารึกเป็นภาษาลาว ให้ผู้รู้มาอ่านแปล พบว่าสร้าวตั้งแต่ปี 2416 บนยอดสรา้งจากทองคำ ร่างทรงระบุนาม หลวงพ่อหมื่นคงอัตตะ เตรียมนำให้ประชาชนสักการะ และจัดฉลองทุกปี ๆละ 5 วัน 5 คืน
วันที่ 21 กันยายน 59 ที่จังหวัดนครพนม เรื่องราวอันเป็นมงคลนี้ เปิดเผยโดย พระ ดร.ตฤณ สุธิโต(ศุภโชคอุดมชัย) อายุ52ปี พระลูกวัดศรีจำปา หมู่ที่5บ้านซ่ง ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม ว่ามีการค้นพบพระพุทธรูปทองคำอยู่ภายในวัด แต่ยังไม่มีใครทราบเรื่องมากนัก ใคร่อยากเผยแพร่ให้สาธุชนทั้งหลายรับรู้ผู้สื่อข่าวจึงรีบเดินทางไปยัง วัดศรีจำปา ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลนาแก ถนนรัตนเพิ่มพูน เป็นซอยติดกับรั้วโรงเรียนนาแกพิทยาคม เข้าไปประมาณ200เมตร
พบพระ ดร.ตฤณยืนรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นได้พาไปยังศาลาการเปรียญ สถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่บูชารวมกับพระพุทธรูปองค์อื่นๆ มีขนาดสูง59ซม. หน้าตักกว้าง42ซม. น้ำหนักสุทธิ 24.5 กิโลกรัม พระ ดร.ตฤณเล่าให้ฟังถึงประวัติของคำว่า“ซ่ง”ว่า ภาษาลาวหมายถึง“แจ” แปลเป็นภาษาไทยคือ“มุม” จากอดีตชาวบ้านจะปลูกเรือนกันกระจัดกระจาย ชุมชนหนึ่งจะมีไม่กี่หลังคาเรือน จึงเป็นที่มาของคำว่า“บ้านซ่ง” ความหมายถึงมุมบ้านนั่นเอง
ส่วนตัวท่านปัจจุบันเป็นอาจารย์ชำนาญการพิเศษ สอนอยู่โรงเรียนนาแกพิทยาคม ปริญญาโทสาขาไทยคดีศึกษา เน้นมนุษยศาสตร์ ปริญญาเอกจากสถาบันราชภัฏสกลนคร ปี 2557 สาขาการบริหารและพัฒนาการศึกษา ลาบวชเข้ามาอยู่ในวัดช่วงเข้าพรรษาเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่บุพการี หลังจากอุปสมบทแล้วได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พบเจอพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สักองค์ ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทราบว่าพระองค์นี้มีประวัติความเป็นมาเช่นไร เห็นตั้งรวมอยู่กับพระพุทธรูปองค์อื่นๆ คิดแค่คงเป็นเพียงพระโบราณเก่าๆเท่านั้น และไม่กล้าเข้าไปใกล้เนื่องจากท่านเพิ่งบวชเข้าจำพรรษาอยู่ใหม่ๆ
กระทั่งวันหนึ่งท่านไปทำความสะอาดบริเวณโต๊ะหมู่บูชา เริ่มผิดสังเกตในองค์พระนี้ เพราะมีรูปลักษณ์ไม่เหมือนพระทั่วไป ลองเอามือเคาะดูจึงรู้ว่าเป็นเนื้อสัมฤทธิ์ ท่านได้อัญเชิญลงมาจากโต๊ะหมู่บูชา เจตนาจะนำไปขัดทำความสะอาด ครั้นวางองค์พระไว้บริเวณกลางแจ้งของลานวัด ท่านต้องตกตะลึงเพราะใต้ฐานพระมีอักษรโบราณจารึกไว้ จึงไปนิมนต์พระครูกิตติพัฒนสุนทรเจ้าอาวาสมาดู แม้เจ้าอาวาสจะบวชตั้งแต่ยังเป็นสามเณรอยู่ที่วัดนี้มาตลอดหลายสิบปี กระทั่งเป็นสมภารก็ไม่เคยเห็นจารึกนี้มีแต่กราบไหว้ทุกวัน
ครั้งแรกวิเคราะห์ว่าอักษรโบราณใต้ฐาน น่าจะเป็นภาษาไทยน้อยที่มีอยู่บนใบลาน ภาษาชาวบ้านเรียกว่าอักษรธรรม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง จึงไปนิมนต์พระคุณเจ้าผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรธรรม ปรากฏว่าพระรูปนั้นอ่านไม่ได้เพราะไม่ใช่อักษรธรรม แต่น่าจะเป็นภาษาลาวโบราณ บังเอิญในหมู่บ้านมีหญิงชาวลาวมามีครอบครัวอยู่ใกล้วัด จึงนำตัวมาให้ช่วยไขข้อข้องใจ หญิงคนลาวเห็นตัวอักษรไม่ชัดเจนจึงแปลไม่ออก พระ ดร.ตฤณนึกขึ้นได้สมัยเป็นฆราวาส มีคนบอกถ้าเห็นตัวหนังสือที่ฝังแล้วอ่านไม่ได้มองไม่ชัด ลองใช้แป้งฝุ่นโปรยใส่ดู ปรากฏว่าตัวอักษรโบราณดังกล่าวลอยเด่นขึ้นมาทันที หญิงชาวลาวจึงอ่านออกมาได้ดังนี้ “หลอมคำด้วยสีเพ็ง พ.ศ.2416 พ้อมนางมะนีจัน ของหลวงพ่อสี และข้าพเจ้าทั้งหลายและสามเณรสำเล็ดลงจากพ้อมนี้” แปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า..หล่อทองคำโดยนายสีเพ็ง สามี และนางมณีจันทร์ ภรรยา พ.ศ.2416 มีหลวงพ่อสีและสามเณร พร้อมฆราวาสสำเร็จลงพร้อมกันนี้..
จากข้อความดังกล่าวสันนิษฐานว่า พระพุทธรูปองค์นี้หล่อด้วยทองคำแท้แต่ปกปิดไว้ด้วยเนื้อสัมฤทธิ์ พระ ดร.ตฤณซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เป็นทุนเดิม อธิบายเหตุผลว่า คติความเชื่อของคนโบราณถ้าผู้ใดหล่อยอดเศียรพระพุทธด้วยทองคำแท้ จะได้บุญสูงสุด สังเกตจากยอดเจดีย์หรือยอดพระธาตุต่างๆจะเป็นทองคำทั้งหมด เช่นเดียวกับพระองค์นี้ นายสีเพ็งและภรรยาเป็นผู้สร้าง ซึ่งเป็นชาวลาว นิมนต์พระคุณเจ้าคือหลวงพ่อสีเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เชื่อว่าน่าจะหล่อด้วยทองคำตั้งแต่ยอดเศียรลงมาถึงพระอุระ(หน้าอก) ส่วนท่อนล่างสันนิษฐานน่าจะเป็นเนื้อสัมฤทธิ์อย่างเดียว แต่คงต้องรอผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรมาพิสูจน์อีกครั้ง ส่วนที่ทำไมต้องหล่อปกปิดเนื้อทองคำไว้ คงจะป้องกันพวกโจรขโมยมาลักเอาทองคำไป และพระองค์นี้หล่อที่ประเทศลาว ก่อนจะอัญเชิญมาไว้ที่วัดศรีจำปา แต่ไม่ทราบว่ามาอยู่ในสมัยไหนใครเป็นเจ้าอาวาส เท่าที่ค้นหาประวัติของวัด พบว่าอดีตเคยมีพระจากลาวมาเป็นเจ้าอาวาสชื่อพระมหาสุนี ส่วนมูลค่านั้นคงประเมินไมได้เพราะเจตนาของคนสร้าง ต้องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นหลัก
หลังจากท่านได้ค้นพบพระพุทธรูปทองคำ ยังไม่กล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงมากนัก แม้แต่พวกที่มีบ้านอยู่ข้างวัดยังรู้กันไม่กี่คน วันหนึ่งมีร่างทรงของศาลหลักเมืองนาแก ซึงเป็นข่าวดังว่าเคยประทับร่างทรงตำรวจยศ พ.ต.ท.นายหนึ่ง ประจำ สภ.นาแก ภายหลังตำรวจท่านนี้ได้ย้ายไป ร่างทรงศาลหลักเมืองนาแก ได้มาประทับร่างข้าราชการหญิงสังกัดสาธารณสุขจังหวัด หญิงร่างทรงมาที่วัดทั้งที่ไม่ทราบเลยว่ามีพระพุทธรูปทองคำประดิษฐาน ครั้นเดินถึงบันไดศาลาการเปรียญร่างทรงก็ร้องห่มร้องไห้ พร้อมบอกว่าพระองค์นี้มาจากประเทศลาว มีชื่อเรียกว่า“หลวงพ่อหมื่นคงอัตตะ” และประดิษฐานก่อนที่พระมหาสุนีจะเดินทางมารับตำแหน่งเจ้าอาวาส จึงสันนิษฐานท่านคงมากับคหบดีชาวลาวที่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นี่
แต่เดิมหลวงพ่อหมื่นคงอัตตะพระทองคำ ประดิษฐานอยู่ในกุฏิกลางน้ำ ชาวบ้านเรียกว่า“สิมน้ำ” เจ้าอาวาสเกรงไม่ปลอดภัยจึงอัญเชิญมาไว้ที่ศาลาการเปรียญชั่วคราวก่อน ในปี พ.ศ.2522 เป็นปีที่ชาวบ้านนาแกปลาบปลื้มมาก เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เคยเสด็จมานมัสการพระพุทธรูปองค์นี้ โดยทรงขับรถพระที่นั่งมาด้วยพระองค์เอง มาถึงวัดแห่งนี้ประมาณหนึ่งทุ่มเศษ ซึ่งจะเห็นได้จากรูปปั้นครุฑอยู่บนยอดสิมน้ำ ปัจจุบันได้เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา แต่ทางวัดก็มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักพระราชวังเพื่อขอบูรณะ หากได้รับอนุญาตก็จะสร้างให้มั่นคงแข็งแรง จากนั้นก็อัญเชิญหลวงพ่อหมื่นคงอัตตะ พระทองคำไปประดิษฐานที่เดิม โดยจะจัดงานเฉลิมฉลองทุกปีๆ ละ 5 วัน 5 คืน ซึ่งวัดแห่งนี้จดเป็นคามวาสีเมื่อปี 2483 ถือว่าเก่าแก่พอสมควร
พระ ดร.ตฤณ กล่าวว่า ออกพรรษาผ่านไปแล้วต้องลาสิกขาบทเพื่อไปทำหน้าที่ครูเหมือนเดิม แต่จะต้องสานงานต่อจนกว่าจะสำเร็จลุล่วง ก่อนจะมอบหมายให้คณะกรรมการวัดเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป โดยตามจารึกใต้ฐานพระว่าสร้าง พ.ศ.2416 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่5 (2411-2453)นับถึงปัจจุบันมีอายุถึง143ปี ถือเป็นพระพุทธรูปทองคำโบราณที่จะเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองประจำ อ.นาแก ต่อไป




