กรมเจ้าท่าเร่งกู้เรือล่ม พร้อมกำชับให้เน้นเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด ด้าน "ผู้ว่าฯอยุธยา" ยืนยันพบศพผู้สูญหายครบทั้ง 28 รายแล้ว
จากกรณีเรือท่องเที่ยวสองชั้นรับชาวไทยอิสลามไปร่วมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นไปยังมัสยิดตะเกี่ย ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา และเกิดอุบัติเหตุจมลงในช่วงขากลับที่บริเวณหน้าวัดสนามไชย ม. 7 ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและสูญหายจำนวนมาก โดยมีผู้เสียชีวิตรวม 25 คนตามที่เสนอข่าวไปนั้น
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 20 ก.ย. เรือเครนขนาดใหญ่จำนวน 2 ลำพร้อมเรือลากจูงอีก 1 ลำ ได้เดินทางมาถึงบริเวณหน้าวัดสนามไชย ซึ่งเป็นจุดที่เรือจมอยู่ โดยพบว่าท้องฟ้ามืดคลึ้มตลอดและมีกระแสลมแรง จนท.ต้องนำเรือจอดพักริมตลิ่งในฝั่งตรงข้ามกับวัดสนามไชย จากนั้น จนท.ได้ลงไปสำรวจและดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการกู้เรือ โดยมีนักประดาน้ำลงไปติดตั้งจำนวน 6 คน ใช้เวลาการติดตั้งนานกว่า 2 ช.ม. จากนั้นได้นำโป๊ะเรือขนาดเล็กเข้าไปประกบส่วนหัวเรือซึ่งอยู่ลักษณะจมลึกลงไปมากกว่า แล้วพยายามใช้เครนยกขยับส่วนหัวก่อน จากนั้นได้นำโป๊ะขนาดใหญ่ที่มีเครนและรถแบล็คโฮลเข้าไปประกบในส่วนท้ายเรือ ทำการยกท้ายเรือขึ้น จากนั้นดำเนินยกตัวเรือขึ้นจากน้ำ
โดยพบว่าในส่วนของชั้นที่สองสามารถโผล่พ้นน้ำจนเห็นพื้น ซึ่งใช้เวลาจนถึง 16.00 น. จากนั้นจึงได้ให้ทีมประดาน้ำ และเจ้าหน้าที่จำนวน 4 คนลงไปสำรวจร่องรอยคลาเสียหาย และสำรวจความแข็งแรงภายใน โดยด้านนอกมีการใช้อุปกรณ์ยกตัวเรือเอาไว้ตลอดเวลา ซึ่งระหว่างการกู้เรือมีประชาชนนับพันคนมารอชมอย่างไม่ขาดสาย ส่วนทางด้านในแม่น้ำมีเรือของเจ้าท่า เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา และเรือของหน่วยกู้ภัยสมาคมอยุธยารวมใจ คอยอำนวยความสะดวกกันเรือท่องเที่ยวและเรืออื่นๆไม่ให้ผ่านเส้นทางดังกล่าว โดยทางเจ้าท่าได้ปิดการจราจรทางน้ำโดยเด็ดขาด
ต่อมานายณัฐ จับใจ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้เดินทางมาสังเกตการณ์กู้เรือ พร้อมสั่งการให้เน้นในเรื่องของความปลอดภัยมากที่สุด โดยเกรงว่าอาจจะเกิดเหตุซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังได้ประสานกับทางเจ้าท่าภูมิภาค จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในการเข้มงวดเรื่องของเรือท่องเที่ยว โดย กรมเจ้าท่าเตรียมออกข้อบังคับในการเดินเรือเพิ่มเติม โดยจะออกประกาศบังคับให้เรือโดยสารแบบประจำทางและไม่ประจำทางขนาด 25 คนขึ้นไป ในแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทยต้องติดตั้งอุปกรณ์ติดตามเรือ หรือ อุปกรณ์แสดงตัวอัตโนมัติ AIS - Automatic Identification System ซึ่งจะสามารถติดตามเฝ้าระวังเรือ และดูพฤติกรรมการขับเรือได้ตลอดเวลา โดยคาดว่าจะประกาศและมีผลบังคับใช้ในปี 2560 โดยก่อนหน้านี้ได้บังคับใช้ที่เรือโดยสารและท่องเที่ยวฝั่งอันดามันไปแล้ว
นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา(19 ก.ย.) ได้มีการตระเวนค้นหาผู้สูญหาเพิ่มเติม โดยล่องเรือไปตามลำน้ำเจ้าพระยาจากที่เกิดเหตุไปยังเขต อ.บางปะอิน ระยะทางยาวกว่า 10 ก.ม.ซึ่งจากเดิมพบผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ราย ได้พบเพิ่มเป็น 27 รายโดยอีกสองรายพบเมื่อช่วงเช้ามืดวันเดียวกันนี้ ทราบชื่อ น.ส.มนัญญา รัตนะวัน อายุ 25 ปีและ ด.ช.อภินันท์ แสงคำ อายุ 2 ขวบ โดยขณะนี้มีผู้สูญหายอยู่ที่ 2 ราย ซึ่งคาดว่าหากเสียชีวิตก็จะพบได้ในวันสองวันนี้ ส่วนเรือที่นำขึ้นมาทางเจ้าท่าจะนำไปตรวจสภาพความเสียหายและให้เจ้าหน้าที่วิทยาการตรวจสอบบาดแผลเรือที่คานเรือศรีเจริญ เลขที่ 42 ม.4 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งทางด้านนายชัชวาล ศรีเปลี่ยนจันทร์ เจ้าของคานเรือศรีเจริญ เปิดเผยว่ามีความพร้อมในการนำเรือขึ้นไปจอดตรวจสอบ โดยทางคานเรือยินดีให้ความร่วมมือ แต่ก็ยังไม่ได้รับการประสานมา ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าท่าจะนำไปซ่อมบาดแผลของเรือบริเวณอู่เรือบ้านโปรตุเกต ก่อนที่จะไปคานเรือดังกล่าว
ล่าสุดเมื่อเวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ได้พบศพของนางทองใบ ขันธรักษ์ 89 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 28 โดยพบศพหลุดจากตัวเรือขณะเคลื่อนย้าย ห่างจากจุดเกิดเหตุ 1 กม.
โดยนายประยูร รัตนเสนีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ผู้สูญหายครบหมดแล้ว คือ 28 ราย ส่วนที่เหลืออีก 1 รายนั้นเป็นเด็กชาย 1 ราย ที่แจ้งชื่อเด็กชายอภินันท์ แสงขำ มีคนแจ้งว่าสูญหายนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกับทะเบียนราษฎร์ ไม่พบข้อมูล ไม่สามารถติดต่อญาติมายืนยันได้ว่าสูญหายจริงหรือไม่ และได้ติดต่อไปยังโต๊ะอิหม่าม ที่ควบคุมเรือแจ้งว่ามีผู้สูญหายเพียง 28 ราย จึงได้สั่งการให้ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปิดศูนย์อำนวยการค้นหา
ด้านนายประยูร รัตนเสนีย์ ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทางน้ำของจังหวัด เนื่องจากทางจังหวัดมีเสน่ห์และจุดน่าสนใจให้นักท่องเที่ยวได้มาชมผ่านทางการนั่งเรืออยู่แล้ว ส่วนเรือที่ล่มได้มีการลากไปจอดอยู่ที่บริเวณฝั่งตรงข้ามกับวัดนักบุญยอแซฟ ต.ลำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีปัญหาเครนพยุงไม่สามารถรับน้ำหนักได้ จึงต้องจอดชลอแล้วหาวิธีการในการเดินทางต่อไปยังอู่ศรีเจริญในตอนเช้ารุ่งขึ้น





