เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ปะทะกัน
ระหว่างแฟนบอลสองฝ่ายบริเวณใต้ทางด่วน โดยต่างก็อ้างเหตุว่ามี “คนที่ไปดักรอ” กับ “คนที่ไม่ยอมกลับ”ตีกัน อันส่งผลถึงภาพโดยรวมของวงการฟุตบอลไทย หลังจากเรื่องราวลักษณะเช่นนี้ห่างหายไปนาน ส่วนที่มาที่ไป และบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น เราคงต้องติดตามผลการพิจารณาบทลงโทษของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และบริษัท พรีเมียร์ลีก (ไทยแลนด์) จำกัด กันต่อไป
ขณะเดียวกัน รอยสตั๊ดวันนี้ จึงขออาสาพาทุกท่าน ย้อนกลับไปดู “อันธพาลลูกหนัง” กับบทลงโทษในอดีตที่สำคัญเพื่อเป็นกรณีศึกษา
ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้น ได้เกิดกรณีวิวาทถึงขั้นเสียชีวิต เป็นครั้งแรกของกีฬาฟุตบอลเมืองสยาม ภายหลังการแข่งขันถ้วยพระราชทานถ้วยใหญ่ หรือถ้วย ก ในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2466 ระหว่าง สโมสรนักเรียนนายร้อย กับ สโมสรนักเรียนนายเรือ
โดยหลังจบเกม ประมาณเที่ยงคืนของวันดังกล่าว กองเชียร์ทั้งสองฝ่ายได้ก่อเหตุวิวาทกัน เป็นผลให้สารวัตรทหารเสียชีวิต 1 คน ซึ่งต่อมา มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาทุกเหล่าทัพ ห้ามมิให้ทุกกรมกองส่งทีมฟุตบอลเข้าร่วมแข่งขันกับบุคคลภายนอก จะมีแต่การเล่นกันภายในเท่านั้น จนประมาณ พ.ศ. 2495 จึงมีการอนุญาตให้ทุกกรมกอง สามารถส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลถ้วยของสมาคมฟุตบอลฯ ได้อีกครั้ง
ต่อมา ในฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ประเภท ง เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2524 ระหว่าง ทีมโรงเรียนบ้านครัว กับ ทีมท่ายาง ได้เกิดเหตุตะลุมบอนของทั้งนักฟุตบอลและแฟนลูกหนังทั้งสองฝ่าย จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากกระสุนปืนในเวลาต่อมา ทำให้สมาคมฟุตบอลฯ มีคำสั่งลงโทษให้ทีมบ้านครัวห้ามเข้าร่วมการแข่งขันทุกรายการที่สมาคมฯ ให้การรับรองเป็นเวลา 3 ปี ในขณะที่ทีมท่ายางโดยห้ามแข่งขัน 1 ปี
สำหรับเหตุการณ์ในยุคปัจจุบันที่เป็นข่าวใหญ่ สำหรับลีกสูงสุดของบ้านเรา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 แฟนฟุตบอลของสโมสรท่าเรือ ก็ปะทะกับแฟนของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด ในระหว่างเกมฟุตบอลแมทช์ชิงถ้วยพระราชทาน ก ทำให้ทั้งสองทีมถูกตัดแต้ม
ต่อมา ปลายปีวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553 สโมสรนครปฐม ยูไนเต็ด ถูกลดชั้นให้ลงไปเล่นดิวิชั่น 1 จากเหตุการณ์กองเชียร์พกปืนลงสนามในระหว่างเกิดเหตุชุลมุน หลังจบเกมกับสโมสรศรีสะเกษ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นบางส่วนของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลของเมืองไทย และบทลงโทษที่เคยมีมาในอดีต ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบ ก่อนนำไปใช้เป็นบรรทัดฐาน และให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย
สำหรับเราๆท่านๆในฐานะแฟนบอลแล้ว ก็คงต้องคอยจับตาการพิจารณาบทลงโทษของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯกันอย่างไม่ให้คลาดสายตา ว่าจะฝ่าวิกฤติในครั้งนี้ ไปได้อย่างไรต่อไป





