ปัญหาของการมองโลกผ่านสื่อ
คือบางสิ่งบางอย่างมักจะดูเกินจริงเสมอ
ช่วงสามปีที่ผ่านมา หันไปทางไหน คุณก็จะเห็นว่าจักรยานกลายมาเป็นวาระทางสังคมใหม่ในประเทศไทย หลายกิจกรรมพยายามเกี่ยวพ่วงการปั่นจักรยานมากขึ้น ทั้งกิจกรรมของรัฐและเอกชน
ผลสำรวจมูลค่าตลาดจักรยานจากบริษัท เอ็นซีซี เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (2558) พบว่าตลาดจักรยานไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น จากราวห้าพันล้านบาทในปี 2556 กระโดดขึ้นมาเป็นเจ็ดพันล้านบาทในปี 2559 คิดเป็นอัตราการเจริญเติบโต 35%
ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ใช้จักรยานก็เพิ่มขึ้นถึง 78% จากประมาณสองล้านห้าแสนคน ในปี 2556 มาเป็น 4 ล้านคน ในปี 2559
การเติบโตของสังคมและธุรกิจจักรยานย่อมเป็นเรื่องดี เพราะนอกจากจะทำให้มีคนหันมาใช้จักรยานกันมากขึ้น ช่วยลดมลภาวะและส่งเสริมสุขภาพประชากรแล้ว ยังเป็นการเพิ่มการว่าจ้างในอุตสาหกรรมเล็กๆ นี้ด้วย ห้างร้านจักรยานทั่วประเทศไทยเปิดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในระดับหลายพันร้าน ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เมื่อรวมกับการโหนกระแสของสื่อแล้ว มันก็เลยทำให้ภาพการเติบโตของวงการจักรยานนั้นดูทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก
แต่มันเติบโตอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า?
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนา ที่จัดโดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์จบของนักศึกษาปริญญาโทสาขาการตลาด เป็นสัมมนาเกี่ยวกับธุรกิจวงการจักรยาน โดยมีการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มนักปั่นและร้านค้าเป็นจำนวนมากเพื่อหาภาพที่แท้จริงของตลาดจักรยาน
สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการในวงการ ที่เป็นแขกรับเชิญในงานสัมมนาพูดเหมือนกันคือ ถึงแม้ภาพในสื่อของวงการจะดูเติบโต แต่จริงๆ แล้วยอดขายและผลกำไร ซบเซามาร่วมปีกว่าแล้ว และไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการในงานสัมมนาที่พูด แม้แต่เพื่อนๆที่ทำธุรกิจจักรยานหลายๆคนที่ผมรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ ไปจนถึงร้านค้าจักรยาน ร้านให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับจักรยานก็บ่นอุบไปในทางเดียวกัน ร้านจักรยานหน้าใหม่หลายร้าน ได้ปิดตัวลงไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพราะทนแบกภาระค่าใช้จ่ายไม่ได้ เนื่องจากยอดขายและจำนวนคนเข้าแวะเวียนไม่ได้มีเยอะอย่างที่คิด
การเจริญเติบโตของตลาดจักรยานที่เราเห็น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสภาวะฟองสบู่ เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสในการเติบโต แต่มันเป็นการเติบโตแค่มิติเดียว
ถ้าเรามองตัวอย่างประเทศที่อุตสาหกรรมจักรยานเติบโตไปด้วยดี และมีจำนวนผู้ใช้จักรยานมากอย่างต่อเนื่อง อย่าง ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น และ สหราชอาณาจักร จะพบว่าการเติบโตในวงการจักรยานของเขา ไม่ได้มีแค่มิติของการค้าขาย (commerce) เพียงอย่างเดียว เราอาจจะเปรียบมิตินี้ได้กับ “เสาบ้าน” ที่คอยค้ำจุนวงการอยู่
นอกจากด้านการค้าขายแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังมีพัฒนาการเรื่องวัฒนธรรมการปั่น (Cycling Culture) และวิถีชีวิตที่อยู่กับการใช้จักรยาน (Cycling Lifestyle) อย่างแท้จริงมาต่อเนื่องยาวนาน ทั้งด้านการปั่นเพื่อออกกำลังกาย การแข่งขัน และธุรกิจต่างๆในวงการ ไม่ใช่แค่กระแสการออกกำลังกายแนวใหม่ เหมือนในประเทศที่เพิ่งหันมา สนใจจักรยานอย่างเมืองไทย
เช่นนั้นแล้ว เมื่อเสาต้นหนึ่งทรุดลง เช่นหากปีไหนเศรษฐกิจซบเซา ยอดขายจักรยานในประเทศเหล่านี้ไม่กระเตื้อง วงการจักรยานของเขาก็ยังคงอยู่ได้ ร้านรวงไม่ถึงกับต้องปิดกิจการไป ผิดกับประเทศไทยในตอนนี้ ที่เรามุ่งเน้นเพียงแต่ด้านการค้าขายในวงการ มากกว่าที่จะพัฒนาต่อยอดวงการให้มีเสาบ้านมาค้ำจุนหลายๆ ต้น
แน่นอนครับว่าการพัฒนาวงการมันต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าเราไม่เริ่มทำ ยังคงเกาะความเป็นกระแสอยู่ สนใจเพียงความฉาบฉวยและเม็ดเงิน เสาเพียงต้นเดียวมันก็ไม่อาจจะรองรับบ้านที่มีการต่อเติมอย่างต่อเนื่อง
วันหนึ่งมันคงต้องพังลง และต้องมีคนเจ็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เราแก้ไขได้ เพียงแค่ต้องคิดออกไปมากกว่าแค่การค้าเท่านั้นเอง





