ในที่สุด ฟุตบอลทีมชาติบราซิล ก็คว้าเหรียญทอง
กีฬาโอลิมปิกได้สำเร็จ หลังจากผิดหวังกับการเข้าชิงชนะเลิศมาแล้วถึง 3 สมัย ดังประโยคที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ขณะที่ทีมชาติไทยของเรา ก็ยังคงพยายามเดินตามหารอยสตั๊ด กับการเข้ารอบสุดท้ายหลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อ 48 ปื ที่ผ่านมา
ย้อนไปเมื่อ พ.ศ. 2499 ลูกหนังทีมชาติไทยได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย กีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ค.ศ. 1968 ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในช่วงนั้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) มีกฎห้ามนักกีฬาอาชีพเข้าร่วมการแข่งขัน รวมถึงการโฆษณาแอบแฝงหรือกลุ่มธุรกิจเข้ามาสนับสนุนทีมกีฬาทุกประเภท
โดยเฉพาะประเทศไทยนั้น สมาคมกีฬาแทบทุกประเภท ต้องหาทุนหรือเลี้ยงดูกันเอง ดังเช่นทีมฟุตบอลโอลิมปิกชุดแรกของไทย หลังจากผ่านรอบคัดเลือก จากการชนะผ่านคู่แข่งขัน ทำให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในขณะนั้นมี พล.ท.เผชิญ นิมิตบุตร นายกสมาคมฯ จำต้องตัดนักเตะออกจากทีมถึง 5 คน ให้เหลือ 13 คน เพื่อประหยัดงบประมาณของทีม ตามที่คณะกรรมการโอลิมปิกของไทยขอร้อง จึงทำให้วันที่ 26 พฤศจิกายน 2499 ทีมไทย แพ้ ทีมเกรทบริเตน 0-9 ที่มีรูปร่างสูงใหญ่และเบสิกการเล่นที่ดีกว่า นับเป็นการพ่ายแพ้มากที่สุดจนถึงปัจจุบันของทีมชาติไทย
หลังจากนั้น 11 ปี ทีมไทยผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 2 ด้วยการชนะรอบคัดเลือกปรี-โอลิมปิก (แพ้ทีมชาติอิรัก 0-4 และชนะ 1-0 ก่อนชนะทีมชาติอินโดนีเซียทั้งไปกลับ ด้วยสกอร์ 1-0 และ 2-1) จากนั้น พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค นายกสมาคมฟุตบอลฯ จะให้มีการเก็บตัวฝึกซ้อมใต้ถุนสนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ ก่อนเดินทางไปแข่งขันรอบสุดท้าย ฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ค.ศ. 1968 (พ.ศ. 2511) ที่ประเทศเม็กซิโก ซึ่งทีมตกรอบแรกด้วยผลงาน คือแพ้ ทีมชาติบัลแกเรีย 0-6 แพ้ ทีมชาติกัวเตมาลา 1-4 และแพ้ ทีมชาติเชกโกสโลวะเกีย 0-7 แต่สามารถมีบันทึกการยิงประตูแรกในฟุตบอลโอลิมปิก 1 ประตู จากฝีเท้าของ อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค
นั้นคือผลงานของวงการฟุตบอลเมืองไทย ยุคไร้เอกชนและเงินสนับสนุน แต่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกถึง 2 สมัย อาจเป็นเพราะฝีมือการบริหารของสภาคณะกรรมการสมัยดังกล่าว ที่มีทัวร์นาเมนต์ตั้งแต่รายการฟุตบอลเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ทำให้นักเตะได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2509 ก่อนจะเลิกจัดแข่งขันไปในภายหลังเมื่อเริ่มมีฟุตบอลอาชีพ
อีกทั้งนักฟุตบอลยุคนั้นต้องยกย่องว่า มีความเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อชื่อเสียงของประเทศชาติ โดยจะได้รับเพียงเบี้ยเลี้ยงวันละ 150 บาทเท่านั้น เนื่องจากมิใช่นักฟุตบอลอาชีพ หากแต่ถือว่าการรับใช้ทีมชาติไทย คือเกียรติยศของตนเองและวงศ์ตระกูล เป็นแรงบันดาลใจในการเล่นฟุตบอลเพื่อชาติ
ในปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่า วงการฟุตบอลเมืองไทยมีพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนงบประมาณ และการเติบโตของลีกระดับอาชีพของไทย
"เงิน” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการสร้างความสำเร็จ แต่ระบบบริหารองค์กรที่เป็นรูปธรรม และการวางรากฐานเทคนิคการเล่นฟุตบอลของทุกภาคส่วนต้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน...เมื่อถึงวันนั้นแล้วเราจะกลับไปโอลิมปิกอีกครั้ง รวมถึงฟุตบอลโลกก็คงไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินไป





