เกษตรกรบุรีรัมย์ร้องดีเอสไอหลังถูกฟ้องเก็บค่าปุ๋ย 20 ล้าน ระบุเป็นโครงการให้เปล่าของอบจ.
กลุ่มเกษตรกรผู้เสียหายชาวจ.บุรีรัมย์ นำโดยนางดวงพร แหวนเพชร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.ห้วยหิน อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีถูกหลอกให้เซ็นเอกสารสั่งซื้อปุ๋ยตามโครงการส่งเสริมอาชีพขอคนบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโครงการองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ โดยนางดวงพร กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนของชาวบ้าน อ.หนองหงส์ และ อ.โนนสุวรรณ ต้องการเข้าร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องฐานฉ้อโกงประชาชน สืบเนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555-2558 ที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับการประสานงานจากเกษตรอำเภอว่ามีโครงการอุดหนุนเงินให้กับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนเพื่อจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ตามโครงการส่งเสริมอาชีพฯ ปี 2555-2558 และโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ปี 2555
ซึ่งเป็นโครงการให้เปล่าไม่มีค่าใช้จ่าย โดยชาวบ้านได้จัดทำโครงการเพื่อขอรับการอุดหนุน ระหว่างปี 2555-2557 ชาวบ้านได้รับปุ๋ยตามปกติ แต่มีปัญหาเมื่อปี 2558 ชาวบ้านได้รับการประสานสำนักงานเกษตรอำเภอให้กลุ่มชาวบ้านไปทำสัญญาสั่งซื้อปุ๋ยจากบริษัทปุ๋ยด้วย และเมื่อได้รับปุ๋ยแล้วก็มีเจ้าหน้าที่บริษัทปุ๋ยนำเอกสารมาให้ประธานและกรรมการกลุ่มชาวบ้านลงชื่อเป็นเอกสารใบสั่งและใบรับปุ๋ย อ้างว่าจะนำไปส่งต่อให้ อบจ.เพื่อรับเงินค่าปุ๋ยตามจำนวนที่ส่งแต่ไม่มีการแจ้งว่าโครงการยังไม่ได้รับอนุมัติ เนื่องจากถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ตรวจสอบและระงับการจ่ายเงิน เพราะมองว่าพบความผิดปกติในการของบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต่อมามีการเรียกเก็บค่าปุ๋ยกับชาวบ้าน โดยอ้างเอกสารการสั่งซื้อและรับปุ๋ยที่ชาวบ้านเป็นผู้ลงชื่อไว้
นางดวงพร กล่าวต่อว่า ในจ.บุรีรัมย์มี 23 หมู่บ้านที่ได้รับการอุดหนุนดังกล่าว และขณะนี้มีจำนวน5 หมู่บ้านที่มีปัญหา และมี 3 หมู่บ้านที่ถูกบริษัทปุ๋ยส่งหนังสือทวงถามเรื่องการชำระค่าปุ๋ย และมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ประกอบด้วย อ.พลับพลาชัย อ.หนองหงส์ และอ.โนนสุวรรณ รวมเป็นเงินกว่า 20 ล้านบาท โดยศาลนัดฟังคำพิพาษาในวันที่ 11 ก.ย. ทั้งนี้ชาวบ้านมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาปุ๋ยดังกล่าวเป็นการให้เปล่า และที่สำคัญคือไม่ได้เป็นความต้องการจากชาวบ้าน และแต่ละปีก็มีการจัดสรรปุ๋ยให้เกินความจำเป็น และมีปริมาณเพิ่มขึ่นเรื่อย ๆ ทุกปี จนผิดสังเกต โดยบางหมู่บ้านได้รับมากถึง 470 กระสอบ โดยมองว่าอบจ.และเกษตรอำเภอซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐควรมีหน้าที่ต้องกลั่นกรองโครงการให้รอบคอบก่อนที่จะอนุมัติ เพราะเมื่อโครงการมาถึงเกษตรกรแล้ว ชาวบ้านก็มักให้ความเชื่อมั่นและไม่มีข้อสงสัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย นำผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ถูกหลอกให้ร่วมลงทุนผ่านเฟชบุ๊คลักษณะแชร์ลูกโซ่ด้วยการระดมเงินไปลงทุนซื้อที่ดิน กับนักการเมืองท้องถิ่นทำให้ประชาชนหลงเชื่อ นำเงินไปร่วมลงทุน เบื้องต้นมีผู้เสียหายประมาณ 33 คนคิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 40 ล้านบาท และแชร์ลูกโซ่หลอกลวง ให้ร่วมลงทุนขายอาหารเสริม ความเสียหาย 10 ล้านบาท





