วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เด็กกทม.เสี่ยงติดยานรกอื้อ สั่งลุยวัคซีนภูมิคุ้มกันยาเสพติด

เปิดแผนรุก! เหตุเด็กกทม.เสี่ยงติดยานรกอื้อ สั่งลุยวัคซีนภูมิคุ้มกันยาเสพติด ในงานเปิดตัวเครื่องเล่นชุด "เล่นล้อมรัก"

วานนี้ ( 3 กรกฎาคม 2559) นายนิยม เติมศรีสุข ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร คุณสุภาวดี หาญเมธี ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท อาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวเปิดตัวสื่อเครื่องเล่นชุด “เล่นล้อมรัก” วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดตัวใหม่ให้แก่เด็กปฐมวัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ห้องประชุมวายุภักดิ์ 4 – 5 ชั้น 5 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

พร้อมสาธิตการสอนชุดเครื่องเล่นให้แก่เด็กปฐมวัยที่มาร่วมงานด้วย หลังจากนั้นได้เปิดโครงการพัฒนาครูผู้สอนและครูผู้ดูแลเด็กเพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กปฐมวัย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการดูแลเด็กปฐมวัย และการใช้สื่อเครื่องเล่นชุด “เล่นล้อมรัก” ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาและเสริมสร้างพื้นฐานภูมิคุ้มกันยา เสพติด

โดยจัดอบรมทั้งสิ้น 4 รุ่นๆ ละ 260 คน รวม 1,040 คน ในวันที่ 3, 10, 23 และ 24 กรกฎาคม 2559 ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย ครูอนุบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) รวมทั้งครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของกรุงเทพมหานคร (ศพด.กทม.)

นายนิยม เติมศรีสุข กล่าวว่า “จากการประเมินสถานการณ์ยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน (13 - 19 ปี) พื้นที่กรุงเทพมหานครช่วง 5 ปี (2554 – 2558) พบว่ามีแนวโน้มของเด็กและเยาวชนที่มีอายุลดน้อยลงเข้าสู่วงจร ยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น ทั้งในลักษณะของผู้เสพผู้ใช้ยาเสพติด เฉลี่ยถึงร้อยละ 39 ของผู้เสพติด และถูกจับกุมในความผิดคดียา เสพติด เฉลี่ยร้อยละ 33 ของผู้ถูกจับกุม แยกเป็นข้อหาคดีค้า (ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย)ร้อยละ 8 และคดีเสพ (ครองครอง/เสพ) ร้อยละ 25 ดังนั้นยุทธศาสตร์และมาตรการที่เดิมมุ่งเน้นเป้าหมายช่วงวัยเสี่ยง หรือกลุ่มวัยรุ่น อายุ 13 – 19 ปี ที่ตกเป็นเป้าหมายหลักของวงจรยาเสพติดอาจไม่ทันการณ์ จึงเป็นที่มาว่า ทำไมสำนักงาน ป.ป.ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการป้องกันยาเสพติดของประเทศได้ปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) งานป้องกันใหม่ โดยเน้นสร้างพื้นฐานภูมิคุ้มกันยาเสพติดตั้งแต่เด็กในช่วงปฐมวัย อายุ 2 – 6 ปี และใช้กระบวนการพัฒนาทักษะทางสมองในการบริหารจัดการชีวิต (Executive Functions : EF) ที่จะช่วยให้คนเราควบคุมอารมณ์ ความคิด การตัดสินใจที่จะส่งผลต่อการกระทำ มาใช้เป็นวัคซีนในการสร้างภูมิคุ้ม กันให้แก่เด็กปฐมวัย ซึ่งในพื้นที่ กทม. มีจำนวนสถานศึกษาในระดับอนุบาล รวม 941 แห่ง แยกเป็นสังกัด กทม. 422 แห่ง สพป.กทม. (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร) 35 แห่ง และสังกัด สช. อีก 484 แห่ง จำนวนนักเรียน 153,263 คน

ซึ่งหากเราสามารถฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดแก่เด็กปฐมวัยเหล่านี้ได้สำเร็จ ก็จะสามารถลดจำนวนคดีที่เด็กและเยาวชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และทำให้เด็กไทยเป็นพลเมืองคุณภาพได้เกือบสองแสนคน โดยมีหน่วยงานภาคีที่ร่วมดำเนินงาน ในพื้นที่ กทม. ทั้งภาคราชการ เอกชน สถาบันวิชาการ ได้แก่ สำนักงาน ปปส.กทม. สำนักงาน ป.ป.ส., กรุงเทพมหานคร, กระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ., สช.) พร้อมด้วยทีมงานกลุ่มบริษัท อาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) และทีมนักวิชาการจากศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล”

นางวันทนีย์ วัฒนะ กล่าวว่า “กรุงเทพมหานครได้ให้ความสำคัญและดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหา ยาเสพติดร่วมกับ ปปส.กทม. มาอย่างต่อเนื่อง โดยท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ บริพัตร) ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาและสารเสพติดในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 5 ด้าน ได้แก่ มาตรการเฝ้าระวังการใช้ยาและสารเสพติด มาตรการป้องกันการใช้ยาและสารเสพติด มาตรการบำบัดรักษาการติดยาและสารเสพติด มาตรการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการบริหารจัดการ พร้อมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารสำนักการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัด กทม. ทุกโรงเรียน ตลอดจนให้มีการประเมินภูมิคุ้มกันยาและสารเสพติดในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในสังกัด กทม.ในปีการศึกษา 2559 เพื่อคัดกรองนักเรียนเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทั่วไป กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มเสพ เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่มต่อไป สำหรับการดำเนินงานในกลุ่มเด็กปฐมวัย ได้ร่วมกับ ป.ป.ส. ตั้งแต่ปี 2558 โดยใช้ชุดนิทาน (อ่านอุ่นรัก) จัดสรรให้โรงเรียนในสังกัด จำนวน 429 โรงเรียน จำนวน 1,900 ชุด และในปี 2559 นี้ ได้จัดสรรสื่อของเล่น (เล่นล้อมรัก) ให้โรงเรียนในสังกัด 428 โรงเรียน จำนวน 1,905 ชุด พร้อมช่วยกันพัฒนาครูผู้สอนและครูผู้ดูแลเด็กทั้ง 4 รุ่น”

ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “Executive Functions : EF หรือทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ มีองค์ประกอบ 9 ด้าน ได้แก่ 1) จำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2) ยั้งคิด ไตร่ตรอง (Inhibitory Control) 3) ยืดหยุ่นความคิด (Shift/Cognitive Flexibility) 4) ควบคุมอารมณ์ (Emotional Control) 5) จดจ่อใส่ใจ (Focus/Attention) 6) ติดตามประเมินตนเอง (Self-Monitoring) 7) ริเริ่มลงมือทำ (Initiating) 8) วางแผนและจัดระบบดำเนินการ (Planning & Organizing) และ 9) มุ่งเป้าหมาย (Goal-directed Persistence) ซึ่งจากผลงานวิจัยพบว่า EF จะเริ่มพัฒนาในช่วงอายุ 0 – 6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของทักษะ EF เมื่อพ้นอายุ 6 ขวบ การพัฒนาทักษะจะพัฒนาต่อจนถึงช่วงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ถ้าเราฝังชิฟข้อมูลทั้ง 9 เข้าไปในสมองของเด็กที่ยังบริสุทธิ์อยู่ เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้ ก็จะสามารถถึงจากสมองออกมาใช้ได้”

คุณสุภาวดี หาญเมธี กล่าวว่า “ป.ป.ส. เป็นหน่วยงานแรกในภาคราชการที่เริ่มใช้ EF ตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในเด็กปฐมวัย โดยรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป ได้แปลงองค์ความรู้ที่มีความเป็นวิชาการมาเป็นสื่อสื่อการเล่นพัฒนา EF ได้แก่ นิทาน “อ่านอุ่นรัก” ในปี 2558 จนมาถึงสื่อเครื่องเล่น “เล่นล้อมรัก” แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ชุดสื่อความรู้สำหรับครูปฐมวัย เป็นเครื่องมือเฉพาะสำหรับครู สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ EF และการปรับใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย คู่มือ“EF ภูมิคุ้มกันชีวิตและป้องกันยาเสพติด : คู่มือสำหรับครูอนุบาล” DVD “EF ภูมิคุ้มกันชีวิตและป้องกันยา เสพติด : DVD แนะนำการส่งเสริม EF ในเด็กปฐมวัย สำหรับครูอนุบาล”

ทั้งนี้สื่อการเล่นพัฒนา EF ประกอบด้วย 3 เกมหลัก ได้แก่ การ์ดเกมพัฒนา EF เกมกระดาน “เมี้ยว เมี้ยว มามา จะพาไปหาแม่” และเกมกระดาน “ต้นกล้าผู้กล้าหาญ” นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์เล่นเป็นเกมอื่นได้อีกมากกว่า 10 เกม อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญอยู่ที่คุณครูต้องมีความเข้าใจในคุณค่าของสื่อพัฒนา EF และรู้จักใช้สื่อในการจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม สม่ำเสมอและต่อเนื่องให้กับเด็ก ซึ่งทักษะสมองเหล่านี้จะดำรงคงอยู่ต่อไป อันจะส่งผลให้เด็กไทยรุ่นใหม่ห่างไกลยาเสพติด”

ภาพจาก - js100.com