เกาะติดคดีดัง! "5เหยื่อ" คดีลักทรัพย์ "หญิงไก่" แฉเบื้องลึกแจ้งจับ-ติดคุก เหตุไม่ยอมไปทำงานฮ่องกง พร้อมร้อง "กองปราบฯ" ช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 1 ก.ค.2559 นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ในฐานะประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้นำนายชูเกียรติ ใจกล้า และนางประภาพร ทองเฟื้อง และนางสาวประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย ที่ถูกนางไก่ นายจ้างแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างกว่า 10 ล้านบาท เข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว
นายสงกรานต์ เปิดเผยว่า จะพาผู้เสียหายมาแจ้งความนางไก่ ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษอาญา พร้อมยืนยันว่า มีพยานหลักฐานที่สามารถดำเนินคดีกับนางไก่ได้อย่างแน่นอน
ขณะที่นางประภาพร กล่าวว่า ได้เข้าทำงานกับนางไก่ ผ่านการแนะนำจากเพื่อนบ้าน และได้เข้ามาพร้อมกับสามี และบุตรสาว โดยทำงานได้กว่า 24 วัน และนางไก่ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายการเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด แต่จะหักจากเงินเดือนที่ได้รับ ช่วงแรกนางไก่ ก็เป็นปกติ แต่เมื่อได้เจอน้องก้อย ลูกสาวตน นางไก่ พยายามขอให้ตนยกลูกสาวเป็นลูกบุญธรรม เพื่อจะให้ไปทำงานดูแลผู้ใหญ่ ผู้มีชื่อเสียงที่ประเทศฮ่องกง โดยอ้างว่าจะได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 2-5 ล้านบาท แต่ตนและลูกสาวยังไม่ยินยอม เนื่องจากอยากให้ลูกเรียนหนังสือก่อน ทำให้นางไก่ เกิดความไม่พอใจ และข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีฐานลักทรัพย์นายจ้างกับตน ด้วยความกลัว ตนจึงตัดสินใจเก็บของใช้ส่วนตัวหนีออกทางบันไดหนีไฟ ตามที่เห็นในภาพวงจรปิดที่นางไก่ นำมาแสดงต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่า ไม่ได้นำทรัพย์สินของนางไก่ออกมา กระเป๋าที่เห็นนั้นก็เป็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่ตนนำมาจากต่างจังหวัด
ขณะที่นายชูเกียรติ กล่าวว่า นางไก่ ได้ให้มาทำงานที่ร้านรับล้างรถ ย่านประชานิเวศน์ โดยครั้งแรกว่าจ้างในราคาวันละ 800 บาท แต่เมื่อมาทำจริงให้ค่าตอบแทนวันละ 500 บาทเท่านั้น โดยตนทำงานได้เพียง 22 วัน ก็เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น จึงหยุดทำงาน
ด้านนายสงกรานต์ เปิดด้วยว่า ได้ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสอบถามข้อมูลว่า นางไก่ มีพฤติกรรมเข้าข่ายอยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติหรือไม่ และเตรียมนำพยานหลักฐาน และพยานบุคคลอีก 15 ปาก เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน รวมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณาว่า จะแจ้งความนางไก่ ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะนางไก่ มีพฤติการณ์แอบอ้างสถาบัน และบุคคลสำคัญหลายราย นอกจากนั้นจะมีผู้เสียหายจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน มาแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษทางอาญา เพราะถูกนางไก่ดำเนินคดีลักทรัพย์นายจ้างเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หลังมีการนำเสนอข่าวพ่อแม่น้องก้อยออกไป มีผู้เสียหายหลายรายได้ติดต่อเข้ามา รวมทั้งมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เชื่อได้ว่า นางไก่ มีการชักชวนหญิงสาวไปทำงานที่ฮ่องกงด้วยเหตุใด โดยหนึ่งในนั้นนายทหารยศ นาวาเอกนายหนึ่ง ได้ระบุว่าลูกสาวก็เคยถูกชักชวนในลักษณะดังกล่าว และในวันที่ 2 กรฏภาคมจะเดินทางให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามในฐานะพยาน
โดยกระบวนการหลังจากนี้ หลังจากสอบปากคำพ่อและแม่น้องก้อยเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จะประสานงานกับพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น เพื่อมอบตัว และนำพยานหลักฐานให้พิจารณาในการขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยไม่ใช้หลักทรัพย์ในการประกัน เนื่องจากการแจ้งความของนางไก่ มีข้อพิรุธสงสัย
ต่อมาเวลา13.15 น.น.ส.จันทนา คชคงไทย หรือหนูนา อายุ 25 ปี และนายธนาธิป ศรีสิงห์ อายุ 32 ปี สองสามีภรรยา ชาวแม่ฮ่องสอน พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อเป็นพยานให้กับคดีที่พ่อแม่ของน้องก้อย ถูกอดีตนายจ้างแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างกว่า 10 ล้านบาท พร้อมแจ้งความกลับนางไก่ หลังเคยถูกนางไก่แจ้งความดำเนินคดีลักษณะเดียวกัน
น.ส.จันทนา กล่าวว่า ตนเคยทำงานเป็นผู้ติดตามนางไก่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2551 ขณะนั้นตนอายุ 17 ปี กระทั่งปี2553 ตนเดินทางกลับบ้านที่ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อไปหาแฟน โดยไม่แจ้งนางไก่ให้ทราบ เมื่อนางไก่ทราบภายหลัง จึงโทรศัพท์มาบอกว่า เครื่องเพชรหายและเชื่อว่าตนเป็นผู้ขโมย พร้อมแจ้งความที่ สน.ประชาชื่น ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ได้ติดต่อมายังตน พร้อมระบุว่าตนถูกดำเนินคดี จึงรีบเดินทางกลับมาที่ สน.ประชาชื่น และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่นางไก่ได้ข่มขู่ว่า หากไม่รับสารภาพจะดำเนินคดีกับพ่อแม่และแฟนของตน จึงยอมเซ็นรับสารภาพ ก่อนที่นางไก่จะประกันตัวให้ในชั้นพนักงานสอบสวนวงเงิน 1 หมื่นบาท
และเมื่อเข้าสู่กระบวนในชั้นศาล นางไก่ ได้ประกันตัวให้ตนอีก 3 หมื่นบาท โดยมีเงื่อนไขห้ามกลับบ้าน และจะต้องทำงานติดตามนางไก่ ไปทุกที่ รวมถึงไม่ให้พกโทรศัพท์ติดต่อกับที่บ้าน ระหว่างนั้น นางไก่ ได้พยายามชักชวนให้ตนเดินทางไปประเทศฮ่องกงเพื่อเป็นผู้ติดตาม และบอกว่าจะได้เงินเป็นหลักล้าน เมื่อถึงขั้นตอนการทำพาสปอร์ตตามระเบียบพ่อแม่ต้องเซ็นยินยอม เนื่องจากอายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่พ่อแม่ตนกลับปฏิเสธ ตนจึงไม่ได้เดินทางไปประเทศฮ่องกง กระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ตนจึงถูกศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน
น.ส.จันทนา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ระหว่างถูกจำคุก นางไก่ ได้ส่งตัวแทนมาเยี่ยมเพียง 1 ครั้งพร้อมฝากเงินให้ 1,000 บาท กระทั่งพ้นโทษจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก หลังพ้นโทษตนมีความยากลำบากในการหางานทำ เนื่องจากตนมีประวัติต้องโทษลักทรัพย์นายจ้าง ทั้งที่ไม่เคยทำความผิดและเป็นผู้บริสุทธิ วันนี้จึงจะฟ้องดำเนินคดีกลับนางไก่ในข้อหาแจ้งความเท็จเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องโทษในคดีอาญา พร้อมเรียกร้องเงินค่าเยียวยาระหว่างถูกจำคุก
ด้านนายธนาทิป กล่าวว่า หลังจากที่หนูนา ถูกแจ้งความดำเนินคดี ตนก็ถูกแจ้งความเช่นกัน แต่ตนไม่ยอมรับสารภาพ เพราะไม่ได้กระทำผิด ตนจึงติดต่อไปยังนายศรีสุวรรณ สรศักดิ์ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประชาบดีจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้เข้าช่วยเหลือ ต่อมานางไก่และพนักงานสอบสวนสน.ประชาชื่น จึงระบุว่าจะกันตนไว้เป็นพยาน ก่อนที่สน.ประชาชื่นจะอ้างว่าตำรวจจังหวัดนครสวรรค์ มีหลักฐานยืนยันว่าตนและหนูนาเอาทองไปขายในจังหวัดนครสวรรค์ ตนจึงท้าขอดูหลักฐานและขอชื่อตำรวจนครสวรรค์ที่ให้ข้อมูล แต่ตำรวจก็ไม่มีรายละเอียดดังกล่าว ทั้งนี้ ระหว่างที่หนูนาได้รับประกันตัว และทำงานกับนางไก่ ตนถูกกีดกันไม่ให้พบเจอกันกว่า 10 เดือน และต้องรอให้หนูนาเป็นผู้โทรศัพท์มาเท่านั้น ส่วนมูลเหตุที่นางไก่แจ้งความตนเชื่อว่าน่าจะเป็น เพราะโกรธที่หนูนาแอบเดินทางกลับไปตน เพราะนางไก่เอ็นดูและหวงหนูนามากอยากให้ทำงานกับนางไก่ไปตลอด จึงไม่ต้องการให้หนูนามีครอบครัว อย่างไรก็ดีตนก็ตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมาเหตุใดไม่ให้ตนติดต่อกับหนูนา และรับปากว่าจะช่วยเหลือหนูนาแต่กลับมีเงื่อนไขมาตลอด รวมทั้งยังจะให้ไปทำงานที่ต่างประเทศด้วยสาเหตุอะไรกันแน่





