วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไพบูลย์' ย้ำปฏิบัติการดีเอสไอ ไม่ล้มเหลว

"ไพบูลย์" ย้ำปฏิบัติการดีเอสไอไม่ล้มเหลว เข้าใจสังคมต้องการให้จับ "ธัมมชโย" แต่อาจไม่คุ้มค่า

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิศษ. (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยพ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าชุดเข้าปฏิบัติการตามหมายจับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ได้เข้ารายงานผลการปฏิบัติการวานนี้( 16 มิ.ย.)ว่าดีเอสไอ ได้แจ้งข้อหากับผู้ที่ขัดขวางการเข้าทำหน้าที่ ซึ่งจะดำเนินการตามหมายจับอีกครั้งทราบว่ามีแผนอยู่แล้ว ไม่ต้องปรับอะไรยึดตามกฎหมาย เมื่อผู้ต้องหามีหมายจับเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำเหมือนคดีอาญาทั่วไป ยืนยันว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง กระบวนการยุติธรรมต้องทำตามคดี ไม่ใช่ตามบุคคล

ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าปฏิบัติการล้มเหลว รมว.ยุติธรรม ยืนยันว่า ไม่ได้ล้มเหลว เพราะตนและนายกรัฐมนตรี สั่งการไม่ให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น ดังนั้น หากล้มเหลวก็ เพราะตนสั่งไม่ให้รุนแรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เห็นกันแล้วว่ามีการขัดขวาง เอาลวดหนามมาปิดกั้น สิ่งใดที่ไม่ควรขยายปัญหาเพิ่มก็ไม่ต้องทำ สิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมวานนี้คือการดำเนินการกับบุคคลที่ขัดขวาง หรือบางรายต้องออกหมายเรียกจากภาพถ่ายที่บันทึกไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าสามารถใช้สถานทีของวัดจัดการชุมนุมได้หรือไม่ กรณีที่มีการตระเตรียมถือเป็นเจตนาจงใจว่าไม่ใช่การมาปฏิบัติธรรม การใช้ผ้าปิดหน้าชี้ให้เห็นว่าต้องการขัดขวางการจับกุม เรื่องทั้งหมดได้สั่งการให้อธิบดีดีเอสไอทำบันทึกรายงานถึงศาลแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตพบการใช้เครื่องมือสื่อสารระหว่างกลุ่มศิษย์ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ต้องพิจารณาองค์ประกอบว่าอาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 189 กรณีขัดขวาง หรือเอื้ออำนวยช่วยเหลือกันหรือไม่ และให้ถือเป็นบทเรียนในการเข้าค้นครั้งต่อไปของพนักงานสอบสวน เมื่อถามถึงความเป็นห่วงเรื่องการดำเนินคดีกับพระที่ไม่ใช่บุคคลทั่วไป รมว.ยุติธรรม ย้อนถามกลับว่า “พระอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับทุกคนหรือไม่” สังคมต้องรับรู้ว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน คดีดังกล่าวก็อยู่ในกฎหมายเดียวกัน ที่ผ่านมาดีเอสไอปฏิบัติอย่างเอื้ออาทรก็เพราะสถานะ

ส่วนการที่อ้างว่าต้องรอให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อนนั้น พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีการโยงไปเป็นเรื่องการเมือง ก่อนหน้านี้จะเห็นว่ามีการพัฒนาเหตุผลอยู่เรื่อย ๆ แต่เหตุผลทั้งหมดควรเป็นที่ยอมรับตามกรอบของกฎหมายและความเป็นจริง คดีดังกล่าวเป็นคดีฉ้อโกงธรรมดา ไม่ควรนำปัญหามาผูกโยงกัน เพราะข้ออ้างมีอยู่ทุกวัน แต่จะสมเหตุสมผลหรือไม่ ขอให้สังคมพิจารณาดูว่าเจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมายและปฏิบัติเช่นเดียวกับคนอื่นหรือไม่ ในคดีดังกล่าวมีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายเรียกและเข้ารับทราบข้อหาซึ่งก็ไม่เห็นว่าจะมีการอ้างเหตุผลเรื่องประชาธิปไตย ทั้งที่คดีทำโดยพนักงานสอบสวนชุดเดียวกัน และเป็นคดีเดียวกัน ที่สำคัญดีเอสไอไม่ได้ถูกตั้งมาในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เจ้าหน้าที่แค่ทำตามหน้าที่คือหาคนผิดมาลงโทษและหาเงินมาคืนให้ผู้เสียหาย

"เมื่อปี 2542 ก็เคยมีคดีที่เกิดขึ้นกับคนเดียวกันนี้ ขณะนี้จึงต้องจับตากระบวนการยุติธรรมมากกว่า ไม่ควรไปมองว่าเป็นคนพิเศษ ย้ำว่าปฏิบัติการไม่ล้มเหลว เพราะหากสูญเสียร้ายแรงคือล้มเหลวมากกว่า ขอให้สังคมลองเปรียบเทียบสิ่งที่ทำกับเจ้าหน้าที่. ใครเป็นคนไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อมองเห็นแล้วสังคมต้องช่วยกดดัน อย่ากดดันเจ้าหน้าที่อย่างเดียว สังคมต้องพิจารณา สื่อต้องช่วยสร้างความรับรู้ให้สังคม ผมเข้าใจว่าสังคมต้องการอะไร แต่ถ้าใช้ความรุนแรง ใช้ทหารเข้าไป ผมทำได้ แต่สังคมจะยอมรับว่าคุ้มค่ากับการได้ผู้ต้องหาเพียงคนเดียวหรือไม่ เราไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายจึงต้องรอบคอบ" รมว.ยุติธรรม