เปิดปฎิบัติการ “ฉลามขาว” สนธิกำลังร่วม 200 นาย ทวงคืนผืนป่าชายเลนภูเก็ต กว่า2,200ไร่ พบมีทั้งสนามกอล์ฟ ท่าเทียบเรือมารีน่า และนากุ้ง
วานนี้ (29พ.ค.) นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล (ทช.) พร้อมด้วย น.อ.สถาพร วาจรัตน์ รอง ผอ.กอ.รมน.ภูเก็ต พร้อมด้วยนายวัชรินทร์ ถิ่นถลาง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่6 (สบทช.6) นายพงศภัค เฮียบสกุล ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายฝั่งและป่าชายเลน นำชุดปฏิบัติการพิเศษฉลามขาว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในส่วนของสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน สำนักบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน.และกอ.รมน.จังหวัดภูเก็ต ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานฯ เจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวนรวม 200 นาย
โดยแบ่งกำลังออกเป็น 8 ชุด ออกตรวจสอบ/ตรวจยึดพื้นที่เป้าหมาย ตามแผนปฏิบัติการพลิกฟื้นผืนป่าชายเลน จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2559 มีพื้นที่เป้าหมายเบื้องต้น วันที่ 29 พฤษภาคม จำนวน 8 แปลง เนื้อที่รวม 908.23 ไร่ วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 จำนวน 16 แปลง เนื้อที่รวม 635.56 ไร่ และวันที่ 31 พฤษภาคม2559 ในส่วนที่เหลือที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ จำนวน 34 แปลง เนื้อที่ 2,200 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย ประมาณ250ล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล (ทช.) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่บางส่วนของสนามกอล์ฟ แปลงภก.29 หมู่ที่ 4 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง เนื้อที่ 82 ไร่ โดยตรวจสอบบริเวณกรีนหลุมที่ 4 หลุม 13 ทีออฟหลุมที่ 14 ซึ่งมีการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อยู่ในพื้นที่ป่าเลนคลองพารา เป็นป่าชายเลน ตามมติ ครม.2530 และ 2543 โดยมีผู้จัดการฯสนามกอล์ฟดังกล่าว นำตรวจสอบและนำเอกสารสิทธิ์หลักฐานซึ่งเป็นโฉนด จำนวน 8 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 801 ไร่ มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับไว้เพื่อนำมาตรวจสอบกับหลักฐานของทางหน่วยงานภาครัฐ เพื่อยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ
หลังจากนั้น ได้มีการเข้าตรวจสอบที่ดินแปลงต้องสงสัยว่า มีการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในพื้นที่ป่าเลนคลองท่าเรือ หมู่ที่ 3 ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง แปลง ภก.19 ภก.20 ภก.21 และ ภก.22 ซึ่งเป็นพื้นที่นากุ้ง เนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ โดยมีบริษัทเอกชนรายหนึ่ง นำเอกสารการเช่าที่ดินแปลงดังกล่าวมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ มีทั้งโฉนดและ นส.3 ก ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเปรียบเทียบการอ่านแปลภาพในปี 2507 ซึ่งมีการประกาศเขตป่ากับสภาพภายหลัง
นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตเดิมมีพื้นที่ป่าชายเลน (พ.ศ.2504) เนื้อที่21,021ไร่ ได้ถูกบุกรุกเปลี่ยนสภาพเป็นบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่อยู่อาศัย หรือรีสอร์ท จนเมื่อปี พ.ศ.2557 ได้มีการแปลภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าเหลือพื้นที่ป่าชายเลน13,446.40ไร่ ในพื้นที่ป่าสงวนทั้งหมด7ป่า จึงมีการกำหนดเป้าหมายการทวงคืนผืนป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต ในระหว่างวันที่29 - 31พฤษภาคม2559มีเป้าหมายการทวงคืนทั้งหมด34เป้าหมาย เนื้อที่2,200ไร่ ได้ให้สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่6ลงไปดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ล่วงหน้า จำนวน20เป้าหมาย เนื้อที่รวม1,096ไร่ รวมทั้งแปลภาพถ่ายทางอากาศเพิ่มเติมจำนวน6เป้าหมาย ในพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ทั้งนี้ในช่วงของแผนปฏิบัติการดังกล่าว มีพื้นที่ขนาดใหญ่ทั้งที่เป็นสนามกอล์ฟ ท่าเทียบเรือมารีน่า และนากุ้ง ซึ่งหากผู้ครอบครองมีเอกสารสิทธิ์ก็ให้นำมาแสดง เพื่อจะได้ทำการตรวจสอบ แต่หากตรวจพบว่าไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ ก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีทันที
“ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นการสนองต่อนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและของรัฐบาล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484และ พรบ. ป่าสงวน พ.ศ.2507และแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ สืบสวนเสาะหาเบาะแส และการข่าวเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นขบวนการ ซึ่งมีนายทุนผู้มีอิทธิพล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการสนับสนุน มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้ ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกรายใหญ่ หรือคดีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนหรือสื่อมวลชน ทั้งนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง และขอความร่วมมือ ร่วมใจจากภาคประชาชนให้เคารพกฎหมาย และหันมาดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่ถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของพวกเราทุกคนให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง”
นายศักดิ์ดา กล่าวด้วยว่า การปฏิบัติการที่ผ่านมา ทช. ได้ทวงคืนป่าชายเลนทั้งหมด23จังหวัด โดยข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า จังหวัดที่มีการบุกรุกป่าชายเลนมากที่สุด คือ สมุทรสาคร126,000ไร่ รองลงมาคือ เพชรบุรี35,200ไร่ สมุทรสงคราม14,600ไร่ พังงา3,680ไร่ ฯลฯ โดยการนำพื้นที่ป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบการทำเกษตรกรรม ส่วนจังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย คือ สมุทรสาคร มากที่สุด5,070ไร่ ชลบุรี3,350ไร่ เพชรบุรี1,860ไร่ พังงา852ไร่ ปัตตานี527ไร่ ขณะที่จังหวัดที่มีการบุกรุกเพื่อนำพื้นที่ป่าชายเลนไปเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ จันทบุรี มากที่สุด96,000ไร่ นครศรีธรรมราช47,100ไร่ เพชรบุรี20.300ไร่ ระยอง13,000ไร่
นอกจากนี้เป้าหมายปีงบประมาณ2559กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายที่จะดำเนินการตามแผนงาน จำนวน15,000ไร่ และได้ดำเนินการทางกฎหมายแล้วจำนวน10,694ไร่ เหลือพื้นที่ที่ต้องดำเนินการอีก4,306ไร่ สำหรับการทวงคืนพื้นที่ป่าชายเลนที่ถูกบุกรุกในจังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ มีเป้าหมายการทวงคืน จำนวน34เป้าหมาย เนื้อที่ประมาณ2,200ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย ประมาณ250ล้านบาท


