วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เลขาฯกรธ.' แจงงานปฏิรูปกฎหมาย-ยธ. ในรธน.

"เลขาฯ กรธ.” แจงงานปฏิรูปกฎหมาย-ยธ. ในรธน. เพื่อประโยชน์และเป็นธรรมกับ ปชช. วางเป้าออกกฎหมายต้องฟังปชช.-รวดเร็ว-ปรับได้ตามยุคสมัย

ที่ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักกิจการยุติธรรม (สกธ.) กระทรวงยุติธรรม จัดประชุมวิชาการระดับชาติ ว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 14 ในหัวข้อ "การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวในงานหัวข้อ "รัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม" ว่า กรอบแนวคิดของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2559 กำหนด โดยหัวใจของการปฏิรูปกฎหมายหรือกระบวนการปฏิรูปกฎหมายทั้งหมด ได้เน้นให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสำคัญ คือประชาชน คือการรับฟังและนำความเห็นของประชาชนมาพิจารณาประกอบการดำเนินงาน, กระบวนการออกกฎหมายต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อสอดคล้องกับยุคสมัยของโลกที่ปรับเปลี่ยน และต้องพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาของกฎหมายให้เหมาะสมและทันสมัยอยู่เสมอ

ขณะที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องมีความรู้ และความเข้าใจในกฎหมายที่บังคับใช้ ซึ่งต้องปลูกฝังในระดับสถาบันการศึกษา จนมาถึงการประกอบอาชีพ นอกจากนั้นในกระบวนการยุติธรรมจะมีหลักเกณฑ์และระยะเวลาการตรวจสอบ การดำเนินคดี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน และส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและอำนาจรัฐด้วย 

นายปกรณ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกฎหมายไทยส่วนใหญ่มีลักษณะและระบบ อนุมัติ อนุญาตจากรัฐมากที่สุดเพราะยังยึดติดว่ารัฐเป็นใหญ่ ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลยพินิจเหมือนกับช่วงที่ริเริ่มออกกฎหมายในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะเดียวกันการวิวัฒนาการของโลกมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจและความต้องการของประชาชน ซึ่งตนมองว่าการออกกฎหมายของไทยที่ใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ควรมีการทบทวน เพราะหากให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่จึงเป็นบ่อเกิดของการทุจริตได้ ขณะที่กระบวนการยุติธรรม ที่พบว่ามีความไม่เป็นธรรมหลายกรณี เช่น คนเก็บขยะนำแผ่นซีดีที่มีลิขสิทธิ์ไปจำหน่าย แล้วถูกจับดำเนินคดี

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และออกด้วยความจำเป็นทางการเมือง ทั้งที่ในต่างประเทศแม้จะมีกฎหมายลักษณะเดียวกันแต่ก่อนจะดำเนินคดีกับผู้ใดจะมีมาตรฐานว่าครอบครองจำนวนมากเท่าใดถือว่าเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ดังนั้นกระบวนการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจึงมองว่าควรลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ลง แต่การใช้ดุลยพินิจยังสามารถใช้ได้ตามความจำเป็นและใช้ด้วยความเป็นธรรม

“สิ่งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ เขียนเนื้อหาเกี่ยวกับงานกระบวนการยุติธรรมและการปฏิรูปกฎหมายนั้น สามารถทำให้เป็นจริงได้ เพราะระบุถึงเป้าหมายที่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ อาทิ ภายใน 1 ปีกระบวนการต้องเริ่มให้ได้ และภายใน 5 ปี ผลสำเร็จหรือผลสำฤทธิ์จะอยู่ในระดับใด ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเริ่มดำเนินการ ซึ่งประเด็นดังกล่าวที่กำหนดเวลาไว้ชัดเจนถือเป็นมิติใหม่ของร่างรัฐธรรมนูญ​ส่วนผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และต้องพ้นจากตำแหน่ง” นายปกรณ์ กล่าว