วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โร่ร้องปคม. จับ 'นายหน้า' หลอกลูกสาวค้ากามบาห์เรน

หลังภาพถูกทำร้ายว่อนเนต! พ่อแม่จากอุดรฯ โร่ร้อง ปคม. จับ "นายหน้า" หลอกลวงลูกสาววัย30 ค้าประเวณีประเทศบาห์เรน อ้างพาไปทำงานนวด

ที่ บก.ปคม. เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 13 พ.ค. นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วยนายกันยา คำพรมมา อายุ 52 ปี นางลำไพ คำพรมมา อายุ 49 ปี ชาว จ .อุดรธานี นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (รองผบก.ปคม.) ให้ดำเนินคดีนางศุภนัฐ ปราบคนชั่ว นายหน้าหลอกลวง น.ส.เพ็ญประภา คำพรมมา อายุ 30 ปีไปค้าประเวณีที่ประเทศบาเรน

โดยอ้างว่า ชวนเชื่อเปิดรับสมัครสาวไทยไปทำงานนวดแผนไทย แต่กลับไม่เป็นไปตามที่อ้าง โดยหลักฐานที่นำมาวันนี้เป็นข้อความแชททางเฟสบุ๊คระหว่าง น.ส.เพ็ญประภา และเพื่อนที่ระบุว่า ถูกหลอกไปค้าประเวณี รวมทั้งพิกัดที่ น.ส.เพ็ญประภา พักอาศัยอยู่และรูปถ่ายขณะถูกทำร้ายร่างกาย รวมถึงรูปถ่ายของนายหน้าที่หลอกพาตัวไป

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า นางศุภนัฐอ้างตัวเป็นนายหน้าบอกว่า สามารถพาคนไปทำงานร้านนวดไทยและร้านอาหารในต่างประเทศได้ โดยชักชวนนางลำไพ และ น.ส.เพ็ญประภา ให้ไปทำงานต่างประเทศ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา กระทั่ง น.ส.เพ็ญประภา ตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่เมืองมานามา ประเทศบาห์เรน จ่ายเงินให้กับนางศุภนัฐ จำนวน 300,000 บาท ก่อนจะรับตั๋วเครื่องบินเดินทางไปยังประเทศบาห์เรน เมื่อผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ น.ส.เพ็ญประภา ได้โทรศัพท์ผ่านแอพลิเคชั่นไลน์บอกพ่อแม่ว่า สบายดีและโอนเงิน 10,000 บาทมาให้ครอบครัว

ต่อมา ช่วงกลางเดือน เม.ย. น.ส.เพ็ญประภา ติดต่อกลับมาอีกครั้งพร้อมระบุว่า ถูกบังคับให้ค้าประเวณี หากไม่ยอมก็ถูกทำร้ายร่างกายและยังมีหญิงไทยอีกกว่า 10 คน ถูกหลอกและบังคับให้ค้าประเวณีเช่นกัน จึงอยากให้ครอบครัวหาทางช่วยเหลือ ทางครอบครัวรับทราบเรื่องจึงติดต่อมาทางชมรมฯ ขอให้ช่วยเหลือลูกสาว และตัดสินใจพาพ่อแม่ น.ส.เพ็ญประภา มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งความดำเนินคดีกับนายหน้าครั้งนี้ พร้อมหาทางช่วยเหลือหญิงไทยที่ตกเป็นเหยื่อ

เบื้องต้นได้ตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ของนายหน้ารายนี้แต่ไม่พบชื่อ “นางศุภนัฐ ปราบคนชั่ว” แต่อย่างใดจึงเชื่อว่า เป็นชื่อปลอม

ด้านนางลำไพ กล่าวว่า มีนายหน้าเข้ามาติดต่อบอกว่าอยากได้บุตรสาวไปทำงานในต่างประเทศ โดยบอกเพียงว่าเป็นงานนวดได้เงินตอบแทนมากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ตนเห็นว่าบุตรสาวสามารถนวดได้ จึงสอบถามว่าจะไปทำงานกับนายหน้ารายนี้หรือไม่ บุตรสาวสนใจจึงตอบตกลง โดยนายหน้าเรียกค่าใช้จ่าย 300,000 บาท โดยจ่ายเงินล่วงหน้า 250,000 บาท และไปจ่ายที่สนามบินอีก 50,000 บาท ไม่คิดว่าบุตรสาวจะถูกนำตัวไปขายบริการทางเพศที่บาห์เรน

ด้าน พ.ต.อ.มานะ กล่าวว่า รับเรื่องไว้แล้วโดยจะประสานไปยังกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประสานงานต่อไปยังสถานทูตประเทศบาห์เรน ให้ช่วยเหลือหญิงไทยทั้งหมดกลับมาประเทศไทย ขณะเดียวกันจะตรวจสอบข้อความสนทนาทางโซเชียลเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดกับนายหน้า รวมทั้งตรวจสอบประวัติบุคคลที่อ้างว่าเป็นนายหน้าพาไปทำงานต่างประเทศ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า กรณีดังกล่าวมักเกิดขึ้นกับบุคคลที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่ผ่านมาตำรวจ ปคม.มีการประสานข้อมูลถึงประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซียหรือประเทศใกล้เคียงช่วยเป็นหูเป็นตา สอดส่องกรณีพบการค้าประเวณีเช่นกัน

“ปัจจุบันมีแนวโน้มหญิงไทยที่ถูกหลอกไปขายบริการทางเพศเพิ่มสูงขึ้น เราเจอกรณีแบบนี้มาก เบื้องต้นเราต้องเข้าไปช่วยเหลือ มีการประสานงานช่วยผู้เสียหาย กลับสู่ประเทศไทยก่อน และจะร่วมสอบสวนผู้กระทำผิดต่อไป ส่วนมาตรการทางหนึ่งที่ดีคือการประชาสัมพันธ์ พี่น้องประชาชน คนที่จะไปทำงาน ถ้าสงสัยเกี่ยวกับบริษัทหรือสถานที่ที่จะไปทำงานให้ประสานกับทางกระทรวงแรงงาน แต่ถ้าประสานกันระหว่างบุคคล ก็จะตรวจสอบยาก บางรายถูกหลอกไปทำงานโดยไม่เป็นไปในข้อตกลง หลักๆจะเป็นประเทศบาห์เรน เป็นประเทศเป้าหมาย" พ.ต.อ.มานะ กล่าว

สอดคล้องกับนางอุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิผู้หญิง ที่ระบุว่า ขบวนการหลอกหญิงไทยไปทำงานในต่างประเทศมักเกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รูปแบบการชักชวนไปทำงานจะไม่เป็นทางการ เช่น เป็นบุคคลที่อยู่ในขุมชนเดียวกัน เป็นเพื่อนของเพื่อน มีการแนะนำต่อกัน โดยมากมักอ้างว่าไปทำงานร้านอาหาร ในจำนวนนี้เกินกว่าครึ่งจะถูกหลอกไปบังคับขายบริการทางเพศ และระยะหลังมานี้มักมีการชักชวนไปนวดแผนโบราณเพิ่มขึ้น โดยมีการกล่าวอ้างว่า มีเพื่อนเปิดร้านนวดและชักชวนให้ไปทำงาน แต่กลับโดนบังคับขายบริการทางเพศแอบแฝงด้วย หญิงไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการรับสมัครคนไปทำงานต่างประเทศที่ถูกกฎหมายได้ เพราะบางรายคิดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการยาวนาน