"ชาญเชาวน์" พร้อมนำคณะผู้แทนไทย แจงรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยต่อยูเอ็นในรอบ 4 ปี
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการพิจารณาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ทุกๆ 4 ปี แต่ละประเทศสมาชิกจะต้องเข้ารายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่กรุงเจนีวา โดยในวันที่ 11 พ.ค.นี้. ตนจะนำคณะผู้แทนไทยเข้าอ่านรายงานประเทศไทย ซึ่งวิธีการจะเป็นการรายงานของ 3 ฝ่าย ใช้เวลา 3 ชั่วโมง
เริ่มจากฝ่ายตัวแทนประเทศไทยอ่านรายงานความยาว 21 หน้ากระดาษ ต่อด้วยรายงานฝ่ายประชาสังคมซึ่งครอบคลุมกว้างกว่าเอ็นจีโอ 10 หน้ากระดาษ และรายงานจากผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอิสระของยูเอ็น 10 หน้ากระดาษ ทั้งนี้การเข้ารายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยของทั้ง 3 ฝ่าย จะไม่มีบรรยากาศของการซักถามที่รุนแรง ไม่มีการตัดสินแพ้ชนะ ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่เป็นการซักถามถึงสถานการณ์ในทุก ๆ ด้าน มุ่งเน้นให้เห็นถึงพัฒนาการจาก 4 ปีที่ผ่านมา และนำข้อทักท้วงกลับมาแก้ไขปรับปรุงเพื่อนำกลับไปรายงานต่อยูเอ็นในอีก 4 ปีข้างหน้า
ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับเนื้อหาในรายงานของประเทศไทยครอบคลุมสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ เช่น สิทธิของผู้ใช้แรงงาน สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิทธิในด้านสุขภาพและการสาธารณสุข เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความจำเป็นที่ต้องคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต โดยทางการไทยพร้อมรับฟังข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อนำกลับมาพิจารณาแก้ไขต่อไป
นายชาญเชาวน์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีการระบุว่ามีการละเมิดสิทธิผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ ผ่านการตรวจค้นภายในร่างกายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการซุกซ่อนสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำนั้น กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบไปยังกรมราชทัณฑ์พบว่าในปีนี้มีงบประมาณ 60 ล้านบาท สำหรับจัดซื้อเครื่องสแกนบุคคล (บอดี้สแกน) โดยทัณฑสถานหญิงกลางเป็นเรือนจำแห่งแรก ๆ ที่จะนำเครื่องเข้าไปติดตั้ง เพื่อลดภาระในการตรวจค้นร่างกาย แต่การค้นตัวภายนอกด้วยวิธีการลูบลำตัวแขนขายังเป็นสิ่งที่ต้องพึงกระทำ ส่วนการตรวจร่างกายด้วยการล้วงควักจะกระทำเฉพาะรายที่เข้าเครื่องสแกนแล้วต้องสงสัยว่ากลืนหรือซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายเข้ามาในเรือนจำ ซึ่งการตรวจค้นภายในจะต้องไม่ใช่การอนาจาร ทำร้ายร่างกาย หรือกลั่นแกล้ง





