พฤติกรรมการสาดน้ำเปลี่ยนไป รับสถานการณ์ 'แล้งสงกรานต์'

พฤติกรรมการสาดน้ำเปลี่ยนไป รับสถานการณ์ 'แล้งสงกรานต์'

(รายงาน) พฤติกรรมการสาดน้ำเปลี่ยนไป รับสถานการณ์ “แล้งสงกรานต์”

เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายนแล้วกับช่วงเทศกาลแห่งความสุข เทศกาลรื่นเริงด้วยน้ำ ของคนไทยทุกคน สำหรับ ประเพณีสงกรานต์ หรือ ประเพณีปีใหม่ของไทย นับว่าเป็นห้วงเวลาความสุขของคนไทยรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างแดนที่ได้เข้ามาสัมผัสกับประเพณี และวัฒนธรรมบ้านเรา หลายคนใช้ช่วงเวลานี้กลับภูมิลำเนาบ้านเกิดในต่างจังหวัด เพื่อพบปะญาติพี่น้อง บ้างก็ออกท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ให้สดชื่น

เทศกาลสงกรานต์ หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะไม่เล่นน้ำ หรือสาดน้ำใส่กัน เพื่อเป็นการคลายร้อนไปในตัว ในสภาพอากาศของเดือนเมษายนที่ร้อนระอุแบบนี้ โดยในปีนี้อุณหภูมิความร้อน “พุ่งปรี๊ดขึ้นไปแตะที่ 44 องศา” ในขณะที่วิกฤติภัยแล้ง ก็ลุกลามไปทุกหย่อมหญ้าในหลายจังหวัดของประเทศไทย และยังลามกระทบไปถึงการเล่นสาดน้ำเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้อีกด้วย ทำให้หลายหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันรณรงค์การเล่นน้ำอย่างประหยัด

ถนนข้าวสาร กรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในสถานที่เล่นน้ำอันดับต้นๆ ที่ประชาชนเดินทางไปเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมกับอุปกรณ์ที่เตรียมไปด้วย ทำให้ถนนสายนี้เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก  เดิมทีถนนเส้นนี้จะเริ่มคึกคักเล่นสาดน้ำกันมาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ไปจนถึง 16 เมษายน เหมือนในทุกๆ ปีที่มีการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ แต่ปีนี้ประเดิมเป็นปีแรกด้วยการเล่นน้ำอย่างประหยัดอย่างจริงจัง โดยลดการเล่นน้ำเหลือเพียง 2 วัน คือ วันที่ 13 - 14 เมษายนเท่านั้น รวมถึงจำกัดเวลาการเล่นน้ำถึงแค่เวลา 21.00 น.

นายวิทวัท ทองดี หนุ่มวัยกลางคนตั้งใจเดินทางมาเล่นน้ำที่ถนนข้าวสาร บอกว่า พฤติกรรมการเล่นน้ำของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หลังจากภาครัฐมีการรณรงค์ให้เล่นน้ำอย่างประหยัด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ภัยเเล้ง ถ้าเปรียบเทียบกับปีที่แล้วหรือปีที่ผ่านจะพบว่ามีจุดเติมน้ำอยู่เต็มทั่วพื้นที่ มีถังน้ำขนาดใหญ่ให้เติมน้ำได้แบบไม่อั้น โดยเฉพาะการนำรถกระบะเล่นน้ำและเติมน้ำใส่ถัง แต่ปีนี้คนหันไปเล่นกระบอกปืนฉีดน้ำขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่กันมากขึ้น เนื่องจากทราบดีว่าจุดเติมน้ำค่อนข้างน้อย ถ้าหากใช้กระบอกปืนฉีดน้ำจะใช้น้ำน้อย แต่ก็ทำให้สนุกได้เช่นกัน

“ ปีนี้ผมว่าคนตื่นตัวมากขึ้นเรื่องการเล่นน้ำอย่างประหยัด เพราะที่ผ่านมาตลอดเกือบ 1 – 2 เดือน มีการประชาสัมพันธ์รณรงค์สงกรานต์ปีนี้ให้เล่นน้ำอย่างประหยัด เนื่องจากขณะนี้ประเทศอยู่ในช่วงภาวะภัยเเล้ง ทำให้ในถนนข้าวสารปีนี้แทบจะไม่เห็นถังน้ำขนาดใหญ่ที่เอาไว้เติมน้ำ แทบจะไม่มีการใช้ขันน้ำใช้สาดกันเหมือนปีก่อนๆ มีแต่คนถือกระบอกปืนฉีดน้ำเต็มไปหมด เพราะรู้ดีว่าใช้น้ำน้อยและสามารถเพลิดเพลินไปกับการเล่นสงกรานต์ที่ถนนข้าวสารได้ ” วิทวัท กล่าว

ไม่ต่างจากความคิดเห็นของนาวสาวมลฤดี เอี่ยมสุวัติ วัย 26 ปี ที่ตั้งแผงร้านค้าขายกระบอกปืนฉีดน้ำ ขายน้ำดื่ม บริเวณถนนข้าวสาร บอกว่า ปีนี้พ่อค้าแม่ค้าทุกคนเห็นตรงกันว่า จะไม่มีการใช้สายยางในการฉีดน้ำ บางร้านมีถังเล็กๆ เป็นจุดเติมน้ำ เพราะทราบว่ามีการรณรงค์กำหนดไม่ให้มีการใช้น้ำเยอะและกำหนดเวลาการเริ่มและสิ้นสุดการเล่นน้ำบริเวณถนนข้าวสารให้เร็วขึ้น แต่บรรยากาศก็ยังคักคักไม่แตกต่างจากปีก่อนๆ โดยส่วนตัวเธอปีนี้ใช้สเปรย์ฉีดละอองน้ำ หรือ ฟ๊อกกี้ ในการเล่นสงกรานต์ เพราะช่วยประหยัดน้ำ

“ เห็นเขารณรงค์ใช้สเปรย์ฉีดละอองน้ำ หรือ ฟ๊อกกี้ ในการเล่นน้ำปีนี้ ก็เลยชวนเพื่อนลองมาเล่นกันก็สนุกไม่แพ้กับการสาดน้ำเหมือนที่เคยเล่นมา อีกอย่างยังช่วยประหยัดการใช้น้ำไปเยอะมากและก็ต้องเข้าใจว่าวิกฤติภัยแล้งปีนี้ทำให้ปริมาณน้ำทั่วประเทศของเราแห้งแล้งลงไป พ่อค้าแม่ค้าย่านนี้ก็ร่วมด้วยช่วยกันไม่ใช้น้ำฟุ่มเฟือย มีถังเติมน้ำขนาดเล็กเท่านั้นที่จะนำมาให้บริการเติมน้ำกับนักท่องเที่ยว ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำ ” มลฤดี กล่าว

ไม่เเตกต่างกับถนนสีลมที่มีการควบคุมการเล่นน้ำเช่นกัน  ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่จะมีการติดตั้งอุโมงน้ำขนาดใหญ่ และจุดให้บริการน้ำ 24 จุด เพื่อให้นักท่องเที่ยวเติมน้ำได้ตลอดเวลา เมื่อน้ำหมด เพื่อสาดน้ำใส่กันอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ปีนี้ยกเลิกอุโมงน้ำและจุดบริการเติมน้ำ โดยเน้นให้มีการประหยัดน้ำอย่างจริงจัง

สอดคล้องกับความคิดเห็นของลุงเฮง แซ่ฮ้อ วัย 88 ปี ที่เปิดร้านขายของย่านถนนข้าวสาร เล่าย้อนหลังถึงความจำครั้งที่เคยเป็นเด็กว่า การเล่นน้ำสงกรานต์ในอดีตที่ผ่านมา มักจะนิยมเล่นกันในวัด โดยการสรงน้ำพระภายในวัดก่อน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตในวันปีใหม่ไทย จากนั้นก็จะใช้น้ำอบปะพรหมใบหน้าเพียงเล็กน้อย หรือปะแป้งกัน ซึ่งดูแล้วจะรู้สึกได้ถึงขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ซึ่งแตกต่างจากการเส่นน้ำในปัจจุบันของคนรุ่นใหม่ ที่พบว่าวัยรุ่นจะใช้น้ำในการเล่นสงกรานต์โดยไม่มีการประหยัด ทั้งการตั้งถังใส่น้ำขนาดใหญ่ ใช้สายยางฉีดน้ำใส่กัน ผู้หญิงแต่งตัวไม่มิดชิดจนเกิดการถูกลวนลาม เขาจึงอยากเห็นการเล่นน้ำสงกรานต์ที่อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยกลับคืนมาอย่างเดิม เพื่อให้คงเอกลักษณ์ความเป็นไทย จึงอยากให้รัฐบาลค่อยๆ ปรับเปลี่ยนวิถีการเล่นน้ำของประชาชนให้เหมือนแต่ก่อน

“ ผมอยู่มาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนเทศกาลสงกรานต์ตอนผมเป็นวัยรุ่นเขาอนุรักษ์ประเพณีไทย การเล่นน้ำก็ไม่เหมือนปัจจุบันที่มีการสาดน้ำกัน โครมๆ ซึ่งมันทำให้เปลืองน้ำไปมากทุกปีประเทศเราไม่เคยขาดน้ำแต่มาปีนี้กลับน้ำแห้งขอดไปเยอะมาก อยากให้รัฐบาลรณรงค์การเล่นสงกรานต์สมัยโบราณ ที่มีการสรงน้ำพระ ใช้น้ำอบปะพรมกันพอเหมาะพอดี ที่สำคัญไม่ค่อยมีเรื่องการลวนลาม ทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นสมัยนี้ ” ลุงเฮง วัย 88 ปี กล่าว

ข้อมูลของกรมชลประทานปริมาณน้ำในเขื่อนที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำของคนไทยทั้งประเทศ พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลเหลือน้ำอยู่เพียงแค่ร้อยละ 6 , เขื่อนสิริกิติ์ร้อยละ 16 , เขื่อนแควน้อยร้อยละ 27 และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ร้อยละ 30 รวมแล้วจะเหลือน้ำใช้ 2,169 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานก็จะไม่ปล่อยน้ำออกมา เพื่อใช้เล่นน้ำโดยเปล่าประโยชน์ เพราะช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีที่ผ่านๆ มา เราสูญเสียการใช้น้ำไปกับการเล่นน้ำสงกรานต์กว่า 3 เท่าของปริมาณน้ำทั้งหมดในเขื่อน ถ้าปีนี้ประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือในการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัด ก็เชื่อว่าจะสามารถประหยัดน้ำไปได้กว่า 5 ล้านลูกบาศก์เมตร

แผนการประหยัดน้ำในช่วงสงกรานต์ปี 2559 ตามนโยบายทางภาครัฐที่ออกมา เพื่อปรับวิถีการเล่นสาดน้ำในช่วงฤดู “ แล้งสงกรานต์” ที่ทำให้รู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับสถานการณ์วิกฤติภัยแล้งนี้ให้ได้อย่างมีความสนุกสนานเหมือนเดิม