“บิ๊กจา” พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ ไร้คู่ต่อกร
นั่งแท่นประมุขสมาคมกีฬาตะกร้อ สมัยที่ 16 ติด เจ้าตัวเปรยอาจอยู่ไม่ครบวาระ 4 ปี เหตุมีภารกิจเยอะและอยากให้คนใหม่เข้ามาสานงานต่อ เล็งคนในสมาคมขึ้นสานงานต่อ
พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ นายกสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2559 ของสมาคมกีฬาตะกร้อ มีกรรมการบริหารสมาคมและผู้แทนสโมสรสมาชิก 26 สโมสร จาก 27 สโมสร เข้าร่วมประชุม ที่ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน โดยมีวาระสำคัญคือการเลือกตั้งนายกสมาคม หลังจากหมดวาระบริหาร
ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา รวมถึงงบดุลของสมาคม สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีรายได้ 51,335,943.73 บาท รายจ่าย 70,281,415.59 บาท ทำให้รายจ่ายสูงกว่ารายได้ 18,945,471.86 บาท และเมื่อหักจากรายได้สะสมปีก่อน 41,130,983.61 บาท ทำให้สมาคมตะกร้อมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายสะสม 22,185,511.75 บาท นอกจากนี้ที่ประชุมอนุมัติเงินสนับสนุนมูลนิธิตะกร้อแห่งประเทศไทย เพิ่มอีก 15 ล้านบาท เพื่อดำเนินการให้ศูนย์ฝึกตะกร้อแล้วเสร็จสมบูรณ์
วาระการเลือกตั้งนายกสมาคม ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ ดร.เฉลิม ชัยวัชราภรณ์ อุปนายกสมาคมเป็นประธานดำเนินการเลือกตั้ง จากนั้น ร.ต.สมพร แสนยบุตร จากสโมสรกองทัพบก เสนอชื่อ พล.ต.จารึก เป็นนายกสมาคม และไม่มีใครเสนอชื่อผู้อื่นอีก ก่อนที่สโมสรสมาชิกจะยกมือลงคะแนนเสียงให้ พล.ต.จารึก อย่างเป็นเอกฉันท์ ทำให้พล.ต.จารึก เป็นนายกสมาคมตะกร้อสมัยที่ 16 ติดต่อกัน และบริหารงานสมาคมในวาระ 4 ปีจากนี้ (2559-2563)
พล.ต.จารึก กล่าวว่า ตลอด 30 กว่าปีที่บริหารงานสมาคมตะกร้อ ได้พยายามบริหารและพัฒนากีฬาตะกร้อของประเทศไทยอย่างเต็มที่มาตลอด ทำให้ทีมตะกร้อไทยสามารถโค่นมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ปรับตลอดกาล จนก้าวเป็นเบอร์ 1 ของวงการตะกร้อโลกในปัจจุบัน และทำให้ได้รับความไว้วางใจจากสโมสรสมาชิกให้บริหารงานต่ออีกวาระ ซึ่งต้องขอบคุณทุกสโมสรสมาชิก
นายกตะกร้อไทย กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าในวาระนี้จะอยู่ในตำแหน่งไม่ครบวาระ 4 ปี เนื่องจากมีภาระหน้าที่มากขึ้นและอายุมากแล้ว อยากหาคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน นอกจากนี้ยังต้องการผลักดันคนใหม่เข้าไปอยู่ในสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ และสหพันธ์เซปักตะกร้อแห่งเอเชียให้มากขึ้น ที่มองตัวแทนไว้ก็คือคนที่อยู่ในสมาคมและร่วมสู้กันมาตลอด ไม่ใช่คนอื่นแน่นอน
“เรื่องที่อยากทำให้สำเร็จในตอนนี้คือศูนย์ฝึก ซึ่งก้าวหน้าไปมาก ในอนาคตจะต้องเป็นศูนย์กลางของการฝึกซ้อมทั้งในระดับเอเชียและโลก รวมถึงการผลักดันเซปักตะกร้อให้เป็นกีฬาอาชีพ ต้องวางรากฐานให้สำเร็จ ก่อนจะวางมือ เพื่อให้คนที่เข้ามาสานงานต่อ จะได้ไม่มีปัญหาตามมา”





