เปิดรายละเอียด! อัยการแถลงลำดับเหตุ คดีทายาทกระทิงแดง ซิ่งเฟอร์รารี่ชนตร.ดับ ชี้ข้อหาหนักไม่หมดอายุ15ปี ส่วนข้อหาเบาขับรถเร็วหมดอายุแล้ว
สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 10.00 น. อัยการแถลงความคืบหน้าสำนวนคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา อายุ 31 ปี ทายาทเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง กระทิงแดง ตกเป็นผู้ต้องหาขับรถเฟอร์รารี่ประมาทด้วยความเร็ว ชน ด.ต.วิเชียร กลิ่นประเสริฐ สายตรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต บริเวณ ถ.สุขุมวิท 47 -49 เสียชีวิต เวลา 05.00 น.วันที่ 3 ก.ย.55
ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ์ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมแถลงว่า หลังจากที่ผู้ต้องหา มอบให้ทนายความความเป็นธรรมกับพนักงานอัยการหลายครั้งหลายหน และยังขอให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 5 ปาก โดยอ้างประเด็นใหม่ ซึ่งไม่เคยปรากฏในสำนวนการสอบสวน โดยพนักงานอัยการก็ดำเนินการสอบสวนให้ตามขอ โดยได้เร่งรัดให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมมาโดยตลอด
ล่าสุดพนักงานสอบสวน ได้ส่งผลสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการรับผิดชอบสำนวนเรียบร้อยแล้วขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่ง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ได้กำชับให้อัยการผู้รับผิดชอบ เร่งพิจารณาผลการสอบสวนเพิ่มเติมและมีคำสั่งโดยเร่งด่วนแล้ว
ร.ท.สมนึก โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ยังกล่าวถึงประเด็นความล่าช้าด้วยว่า ครั้งแรกเมื่อรับสำนวนจากพนักงานสอบสวน อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 และอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหา ใน 3 ข้อหา
1.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
2. ไม่หยุดให้ความช่วยเหลือตามสมควรและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ใกล้เคียง
3.ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ส่วนข้อหาขับรถขณะเมาสุรา อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องตามความเห็นของพนักงานสอบสวน เนื่องจากพยานหลักฐานทางคดีฟังไม่ได้ว่าผู้ต้องหากระทำผิด โดยการสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว ผบ.ตร. เห็นชอบตามขั้นตอนแล้ว โดยพนักงานอัยการยังไม่ยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ตามคำสั่งฟ้องนั้นได้ เนื่องจากระหว่างรอส่งตัวผู้ต้องหา ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่มาพบอัยการ แต่ให้ทนายความร้องขอความเป็นธรรมกับอัยการหลายครั้ง อ้างประเด็นใหม่ ซึ่งอัยการได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมให้ตามขอ แต่เมื่อสอบเพิ่มแล้วก็สั่งยุติเรื่องขอความเป็นธรรม โดยยืนยันให้ผู้ต้องหามาพบอัยการเพื่อส่งฟ้องตามคำสั่งเดิม กระทั่งวันที่ 24 มิ.ย.57 ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมให้ชะลอการขอพนักงานสอบสวนออกหมายจับ และขอความเป็นธรรมให้สอบพยานเพิ่มเติมอีก 5 ปาก
ร.ท.สมนึก กล่าวอีกว่า ส่วนข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและข้อหากระทำการประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ขาดอายุความนั้น ข้อหาดังกล่าว เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 67,152 , 157 ที่มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาทสถานเดียว
การที่คดีขาดอายุความเป็นเพราะนายวรยุทธ ผู้ต้องหาไม่มาพบอัยการตามนัด จึงทำให้พนักงานอัยการไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ โดยวันที่ 2 ก.ย. 56 ก่อนคดีจะหมดอายุความเพียง 1 วัน ทนายความของผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือต่ออัยการขอเลื่อนนัดส่งตัวฟ้อง อ้างว่า ผู้ต้องหาอยู่ประเทศสิงค์โปร์ และป่วยกะทันหัน อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ประวิงคดี จึงมีคำสั่งแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการที่จะออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟ้องศาลในวันดังกล่าว แต่คดีนี้ก็ไม่ทันที่จะได้ออกหมายจับเนื่องจากผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาอีก
“คดีนี้ข้อกล่าวหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปีนั้นคดีอายุความ 15 ปี นับจากวันเกิดเหตุ 3 ก.ย. 55 ดังนั้นจึงยังไม่ขาดอายุความ ขณะที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อกระทำการอันใดเป็นกรรมเดียวซึ่งผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ดังนั้น กรณีข้อหาขับรถเร็วฯและประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย ซึ่งมีบทลงโทษเบาเพียงโทษปรับนั้นขาดอายุความต่อมา จึงไม่กระทบต่อการดำเนินคดีข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายที่มีโทษหนักที่สุด ” โฆษกอัยการสูงสุด กล่าวย้ำ
ร.ท.สมนึก ยังกล่าวย้อนถึงความเห็นในสำนวนคดีว่า ตามสำนวนคดีพนักงานสอบสวน กล่าวหานายวรยุทธเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ว่าขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย , ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด , ขับรถขณะมึนเมาสุรา , ไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที รวมทั้งกล่าวหา ด.ต.วิเชียร ผู้ตายเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถอื่นเสียหาย โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นาย วรยุทธผู้ต้องหาที่ 1 ใน 2 ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายฯ และไม่หยุดให้ความช่วยเหลือฯ โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธในข้อหา ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด , ขับรถขณะมึนเมาสุรา
ขณะที่เมื่อได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 4 มี.ค.56 แล้วต่อมาอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ จึงมีคำสั่งวันที่ 2 พ.ค.56 ให้ฟ้องนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 รวม 3 ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายฯ, ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด, ไม่หยุดให้ความช่วยเหลือฯ ส่วนข้อหาขับรถขณะเมาสุรา อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องตามความเห็นของพนักงานสอบสวน เนื่องจากพยานหลักฐานทางคดีฟังไม่ได้ว่าผู้ต้องหากระทำผิด
ส่วนที่พนักงานสอบสวนกล่าวหา ด.ต.วิเชียร ผู้ตาย ผู้ต้องหาที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถอื่นเสียหาย ซึ่งพนักงานสอบสวนเสนอความเห็นสั่งไม่ฟ้องมาเพราะผู้ต้องหาที่ 2 ถึงแก่ความตายนั้น อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอายากรุงเทพใต้ ก็ได้สั่งยุติการดำเนินคดีเพราะผู้ต้องหาได้เสียชีวิตนี้แล้ว


