เรื่องนี้ถึงนายกฯแน่..? ชี้คดีเล็ก-ใหญ่ ตรงมาตรงไป ไม่ต้องรอใครจี้
สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นข่าวคราวที่เป็นคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับ “การปฏิบัติหน้าที่” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ เช่น ข่าวคนคดีขับรถเบ๊นซ์ด้วยความเร็วสูงชนรถของ2นักศึกษาปริญญาโทจนเสียชีวิต ซึ่งตัวของคนขับรถเบ๊นซ์ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงวีรกรรมมากมายในพฤติกรรมการขับรถในอดีต และกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมถึงมาตรฐานการทำคดีระหว่างคนรวยกับคนจน ก็ลุกลามพาดพิงไปสู่การทวงถามความคืบหน้าการทำคดีที่ลูกชายบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่งขับรถชนตำรวจตาย ที่อาจจะนิ่งเงียบเกินไป
จนต้องยอมรับว่า สังคมมีการตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของตำรวจ ว่าถ้าคดีไหนที่สื่อมวลชน โซเชียลมีเดีย หรือประชาชน ไม่สนใจก็จะเงียบหายไปสายลม แต่ถ้าเมื่อไรถูกกดดันก็จะเกิดความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาขึ้นมาทันที หรือไม่
กล่าวถึงเรื่องแบบนี้อยากจะเล่าบางเรื่อง ที่มีโอกาสไปเป็นยัง “ห้องไกล่เกลี่ยสำหรับคดีเล็กน้อยมโนสาเร่” ณ สถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่งในเขตปริมณฑลของ กทม. แต่ไม่ได้ไปทำข่าว และไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นนักข่าว แค่ไปนั่งดูห่างๆ เป็นคดีที่ผู้เสียหายที่เป็นชาวบ้านผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ตัวเธอเองและลูกชายของเธอซึ่งยังเป็นเยาวชน (อายุ16ปี) ถูกทำร้ายร่างกายจากชายฉกรรจ์จนตัวของลูกชายได้รับบาดเจ็บและสลบคาที่กองอยู่ที่พื้น ซึ่งผู้เสียหายบอกว่าแจ้งความไว้ครบ1สัปดาห์แล้ว แต่คดีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
คดีไม่คืบหน้าไม่เท่าไร แต่ผู้เสียหายเอง ก็มีความสงสัยในตำรวจร้อยเวรที่เขียนสำนวน ซึ่งพบว่าเขียนไม่ตรงกับที่ให้ปากคำไปในหลายจุด เช่น เขียนว่าคนร้ายเป็นเพื่อนร่วมงานกับเธอ ทั้งที่เธอไม่ได้พูดขณะให้การเลยว่าทำงานด้วยกัน และความจริงก็ไม่ได้ทำงานด้วยกัน เขียนว่าถูกทำร้ายด้วยการชกต่อยธรรมดา แต่ความจริงคือคนร้ายเมาสุราและมีอาวุธมีดในมือด้วย แต่โชคดีที่ไม่ได้ใช้มีดทำร้าย ฯ
ผู้เสียหาย ซึ่งไม่ได้เก่งด้านกฎหมายเท่าไรนัก ก็พยายามรบเร้าและขอให้แก้ไขสำนวนคำให้การให้ตรงกับที่ทำเล่าให้ฟัง จนดูทีท่าจนท.จะหงุดหงิด ผู้เสียหายจึงชวนลูกชายให้ลุกขึ้นแล้วบอกว่า “เดี๋ยวจะไปทำเนียบรัฐบาลดีกว่า ไปร้องนายกรัฐมนตรี”
แค่คำพูดเท่านั้นเอง และเห็นท่าทีของจนท.ท่านดังกล่าวก็ดูเปลี่ยนไปทันที
เปลี่ยนไปอย่างไร ก็เปลี่ยนจากที่จากเดิมจะไม่ยอมแก้สำนวนคำให้การ ก็ยอมปริ๊นคำให้การเดิมมาให้อ่านแล้วผู้เสียหายต้องการให้แก้อะไรเพิ่มเติมก็ให้เขียนลงไปแล้วจะพิมพ์ใหม่ให้ ส่วนตัวของลูกชายที่เป็นเยาวชนจากเดิมที่ไม่สอบปากคำก็ยอมสอบปากคำในเบื้องต้นก่อน พร้อมกับนัดหมายให้มาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน เพราะผู้เสียหายยังเป็นยังเป็นเยาวชน เพื่อจะได้ทำสำนวนให้พนักงานอัยการต่อไป และจะเรียกคนร้ายหรือผู้ที่ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำด้วย
พอเสร็จสิ้นการติดตามคดี ทำเอา2แม่ลูกถึงกับแปลกใจว่า เหตุใดท่าทีของตำรวจเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือกับการแค่พูดว่า จะไปร้องนายกฯที่ทำเนียบ
ก็เป็นการสะท้อนอีกซอกหลืบหนึ่ง การทำงานของตำรวจในคดีเล็กๆ ที่สังคมส่วนใหญ่ก็ยังตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องมีสิ่งกระตุ้นหรือ ดังเช่น การขู่จะไปร้องเรียนนายกฯ เพื่อกระตุ้นให้มีความตรงไปตรงมา ในการทำคดี
แต่ “คุณตำรวจ” เชื่อเถอะว่า เรื่องแบบนี้ชาวบ้านเขาเข้าใจว่า ตำรวจดีดีก็มี ตำรวจแย่ๆก็แยะ และเขาก็ยอมรับและเห็นใจตำรวจที่เจอทั้งคดีเล็กและคดีใหญ่ที่เกิดขึ้นจำนวนมากในแต่ละวัน แต่เขาก็หวังว่าถ้าทำคดีแบบตรงไปตรงมา มีมาตรฐานเดียวตั้งแต่แรกแม้จะเป็น “คดีเล็ก” หรือ “ใหญ่ ” แล้วนำตัวคนร้ายตัวจริงมาดำเนินคดีได้จริง ท่านจะเป็นที่พึ่งพาที่น่าศรัทธากับประชาชนได้อย่างแท้จริง!!





