สกว.สนุนโครงการวิจัยและพัฒนาจังหวัดน่าน แก้ปัญหาที่เกิดจากท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีความหลากหลายทางสภาพภูมิศาสตร์ ที่ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญ คือเป็นป่าต้นน้ำของลุ่มน้ำน่าน อันเป็นลุ่มน้ำสำคัญกับประเทศไทย และเนื่องจากน่านยังเป็นจังหวัดที่มีประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบดังเดิมไว้ ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้เป็นที่รู้จักทั้งในด้านประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยว
แต่ปัจจุบันจังหวัดน่านประสบปัญหาสำคัญเร่งด่วนคือ พื้นที่ป่าถูกบุกรุกเพื่อทำการเกษตรเชิงการค้า นอกจากกระทบถึงด้านทรัพยากร ยังกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย โดยตั้งแต่ปี 2507 – 2556 มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้สนับสนุนให้เกิดโครงการวิจัยและพัฒนาจังหวัดน่าน เพื่อศึกษา พัฒนาการ บาบาทและศักยภาพของกลุ่ม/องค์กร ประชาคมในจังหวัดน่านและสนับสนุนทุนวิจัยแก้ปัญหาที่เกิดจากท้องถิ่น โดยให้ชาวบ้านในชุมชนในจังหวัดชนเป็นนักวิจัยด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน
โครงการสร้างข้อมูลความรู้และกลไกความร่วมมือเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในการฟื้นฟูรักษาป่าต้นน้ำและการจัดการที่ดินจังหวัดน่าน ที่ก่อให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการคิด นำไปสู่การผลิตเครื่องมือในการจัดการชุมชน ซึ่งเป็นการดำเนินงานของคณะวิจัยจากมูลนิธิฮักเมืองน่านร่วมกับแกนนำองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่ 15 ตำบล ในจังหวัดน่าน
เช่น บ้านเมืองจังเหนือ หมู่ที่5 ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเวียง จังหวัดน่าน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ติดแม่น้ำน่านและแม่น้ำยาวอีกทั้งมีลำห้วยสายหลายสาย จึงส่งผลให้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ สภาพพื้นที่มีทั้งเป็นที่ราบ ลาดเชิงเขาและภูเขา เป็นหนึ่งพื้นที่ที่ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดเรียนเรียนรู้และริเริ่มการพัฒนาระบบการจัดการพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำในพื้นที่ จากองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ และสร้างให้เกิดระบบน้ำและกาลักน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยผึ้ง ในพื้นที่ หมู่5 บ้านเมืองจังเหนือ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีน้ำใช้ในการอุปโภค บริโภค และการเกษตรได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องรอพึ่งพาน้ำจากฤดูฝน
นายสำรวย ผัดผล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง กล่าวว่า พื้นที่ของเมืองจังประสบปัญหาถูกบุกรุกตัดไม้ ส่งให้เกิดเขาหัวโลนเพิ่มขึ้น อีกทั้งประสบภัยแล้ง ระบบนิเวศน์แปรปรวน ความหลากหลายทางระบบนิเวศน์ลดลง ชาวบ้านในพื้นที่จึงระดมความคิด จัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาหาทางออก ในการหาอาชีพมาทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
"อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องแก้ปัญหาคือ หากเราสามารถหาอาชีพอื่นให้ชาวบ้าน ก็ต้องมีระบบน้ำให้ชาวบ้านได้ใช้ เพราะในพื้นที่เมืองจังเหนือมีอ่างเก็บน้ำแต่ไม่สามารถนำน้ำลงมาให้ชาวบ้านประกอบการเกษตรได้ เพราะถ้าสามารถแก้ปัญหาได้ การขอคืนพื้นที่ป่าจากชาวบ้านก็จะง่ายขึ้น" นายสำรวย กล่าว
นายสามิตร อภัยรุณ ประธานกองทุนป่าบ้านเมืองจัง เล่าว่า สมัยอดีตการทำเกษตรต้องหมุนเวียนพื้นที่ทำกินเพื่อให้หน้ากินได้พัก แต่ปัจจุบันวิถีเปลี่ยนไป มีพื้นที่เท่าไรเกษตรกรก็เพาะปลูกทั้งหมด เนื่องจาก ประสบปัญหาเรื่อง พื้นที่ป่าถูกบุกรุกเพื่อทำการเกษตร ทำให้ต้องหาวิธีที่จะได้พื้นป่ากลับคืนมา โดยเริ่มต้นจากการทำผ้าป่าปลูกป่า ระดมเงินทุนเพื่อขอคืนพื้นที่จากชาวบ้าน โดยตนบริจาคพื้นที่ที่เคยทำกินตั้งแต่อดีต จำนวน 8 ไร่ ยกให้เป็นป่าชุมชน โดยไม่ขอค่าชดเชยใดๆ
“หลังจากนั้นก็ทำมาทุกปี ขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ และในปีนี้ในส่วนของบ้านเมืองจังเหนือ หมู่ที่5 มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการถึง 700 กว่าไร่” นายสามิตร กล่าว
นางกิ่งดาว หนองคา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านเมืองจังเหนือ กล่าวว่า หากเราให้ชาวบ้านคืนผืนป่าแล้วลงมาทำกินอยู่พื้นราบ สิ่งหนึ่งที่เราต้องจัดการให้คือการสร้างให้เกิดระบบน้ำ ให้ไปเลี้ยงทั้งพื้นที่สวนและพื้นที่นา ดังนั้นจึงสร้างระบบกาลักน้ำขึ้น ที่อ่างเก็บน้ำห้วยผึ้ง ซึ่งเป็นวิธีการถ่ายเทของเหลวจากที่สูงลงที่ต่ำ ผ่านตัวกลางคือท่อ หรือ สาย โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆช่วย ทำให้พื้นที่นากว่า 400 ไร่ และพื้นที่สวนผลไม้กว่าอีก 200 กว่าไร่ ได้ใช้น้ำตลอดทั้งปี
“เกษตรกรบางรายที่ยังไม่คืนพื้นที่ป่า บางรายมีความจำเป็นจริงๆ เช่นมีอายุมากแล้วถ้าคืนพื้นที่ก็ไม่ทราบจะไปทำอะไร บางคนก็ต้องทำเพื่อส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งทางเราก็เข้าใจและเห็นใจไม่ได้มีการบังคับใดๆ แต่ถ้าเลือกได้ก้อยากให้ลงมาทำเกษตรด้านล่างมากกว่า” นางกิ่งดาว กล่าว
จากการดำเนินงานของชาวบ้าน บ้านเมืองจังเหนือ หมู่ที่5 ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเวียง จังหวัดน่าน ข้างต้น สิ่งหนึ่งที่เห็นได้คือการร่วมมือกันของชาวบ้านในชุมชนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งทางด้านการขอคืนพื้นที่ป่า และการจัดการแหล่งน้ำและพัฒนาทางเลือกอาชีพ นับเป็นพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จและเป็นพื้นที่ต้นแบบให้กับชุมชนอื่นๆเข้ามาศึกษาได้ อีกด้วย


