ตร.ยันแก๊งจีนปล้นปืนไปก่อเหตุธนาคาร-ร้านทอง ไม่เป็นความจริง ระบุหวังนำปืนที่ปล้นไปขายต่อที่จีน
จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักได้นำเสนอข่าวไปว่า ชุดสืบสวนสอบสวนได้ทำการสอบเค้น นายเจิ้ง หยาง ผู้ต้องหาชาวจีน ที่เป็นหัวหน้าแก๊งปล้นร้านขายปืนย่านวังบูรพา โดยอ้างว่าจะนำอาวุธปืนที่ได้จากการปล้นไปใช้ในการก่อเหตุปล้นธนาคารและห้างร้านค้าทองคำ ที่พัทยา จ.ชลบุรี จ.ภูเก็ต และจ.เชียงใหม่
เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มีนาคม รายงานข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวน ระบุว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เป็นการนำเสนอข่าวของสื่อที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ซึ่งข้อเท็จจริง คือ ชุดสืบสวนได้ทำการสอบปากคำ นายเจิ้ง หยาง ซึ่งนายเจิ้ง หยาง ให้การอ้างว่า เจ้าตัวได้ตกลงกับ นายหวู่ ซิ่งจุน ที่ประเทศจีนก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ว่า หากปล้นอาวุธปืนได้แล้วจะนำกลับไปขายที่ประเทศจีน
โดยจะเลือกเฉพาะอาวุธปืนพกสั้น เนื่องจากคนในประเทศจีนนิยมใช้อาวุธปืนพกสั้นเมื่อนำไปขายต่อจะได้ราคาสูงหลักแสนถึงล้านหยวน ซึ่งทางกลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันวางแผนขนอาวุธปืนหลบหนีกลับประเทศจีน ด้วยการนั่งรถไฟจากสถานีหัวลำโพงไปลงสถานีเชียงใหม่ ต่อจากนั้นจะเดินทางไป จ.เชียงราย และข้ามแม่น้ำโขงเพื่อข้ามไปฝั่งประเทศลาว ก่อนจะเดินทางจากประเทศลาวไปยังประเทศจีน เข้าทางเมืองเหมิงล่า แต่มาเกิดความผิดพลาดเสียก่อน ทำให้ต้องถูกจับกุมดังกล่าว ซึ่งในตัวของนายเจิ้ง หยาง ยังพบหนังสือบันทึกมีการเขียนเส้นทางการหลบหนีไว้ เนื่องจากเจ้าตัวเคยเดินทางกลับประเทศจีนด้วยเส้นทางดังกล่าวเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวแจ้งอีกว่า ระหว่างที่นายเจิ้ง หยาง และ นายซุน จุนเหว่ย มาอยู่ในประเทศไทย มีโทรศัพท์มือถือที่ใช้ซิมการ์ดของบริษัทเครื่อข่ายในประเทศไทยกันคนละเครื่อง โดยนายซุน จุนเหว่ย ได้ซื้อผ่านบริษัททัวร์ที่ประเทศจีน จากนั้นได้ไปติดต่อทำวีซ่าเพื่อเดินทางมายังประเทศไทย ได้มีผู้นำซิมการ์ดมามอบให้ ทั้งนี้ซิมการ์ดดังกล่าวนั้นมีผู้นำมาขายให้ บุคคลนั้นคือ นายซู ซู อายุ 30 ปี ผู้ต้องสงสัยชาวจีนอีกคนในคดีนี้ กระทั่งเมื่อช่วงเย็นวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 9 ได้สนธิกำลังกับตำรวจ บก.ทท.และ สตม. ร่วมกันควบคุมตัว นายซู ซู ได้ที่วิลล่าเมอเดก้า หมู่ 2 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต มาสอบปากคำที่ สภ.ถลาง จ.ภูเก็ต หลังสืบทราบว่า นายซู ซู อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเปิดการใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือให้กับหนึ่งในผู้ต้องหาชาวจีนที่ร่วมกันก่อเหตุปล้นปืนที่ย่านวังบูรพา กทม. เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา
ในการสอบปากคำ นายซู ซู ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งเบื้องต้นยอมรับว่า เป็นคนเปิดหมายเลขโทรศัพท์มือถือให้กับเพื่อนชาวจีน แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุดังกล่าวแต่อย่างใด ก่อนจะนำตัวส่งมอบให้ทาง สตม. พิจารณาต่อ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทำให้ต้องมีการเพิกถอนวีซ่าและผลักดันกลับประเทศบ้านเกิด
ทั้งนี้ยังมีแนวทางการสืบสวนพบว่าคนร้ายกลุ่มดังกล่าว มีการติดต่อสื่อสารกันขณะที่ยังอยู่ที่ประเทศจีน ด้วยแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เป็นแอพพลิเคชั่น คิวคิว แช็ท โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถสนทนาเป็นลักษณะกลุ่มได้ คล้ายกับแอพพลิเคชั่น ไลน์ที่ชาวไทยนิยมใช้ แต่เมื่อกลุ่มคนร้ายเดินทางมาประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้แอพพลิเคชั่น วี แชท แทน ซึ่งจากการสอบปากคำทางผู้ต้องหาให้เหตุผลอ้างว่า ในประเทศไทยใช้แอพพลิเคชั่น คิวคิว แช็ท ไม่ได้ จึงได้ลบแอพพลิเคชั่นดังกล่าวทิ้งไป แต่ทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ สันนิษฐานว่าคนร้ายเกรงว่าเมื่อถูกจับกุมแล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเห็นบทสนทนาการวางแผนก่อเหตุครั้งนี้ก็เป็นไปได้
สำหรับการขยายผลการจับกุมครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าสามารถจับได้ครบแล้ว อย่างไรก็ตามแนวทางการสืบสวนถือว่ายังไม่จบสิ้นกระบวนการ โดยหลังจากนี้ทางชุดสืบสวนต้องทำการตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการเงินของกลุ่มคนร้าย รวมทั้งทำการสอบสวนขยายผลเพื่อให้แน่ชัดอีกครั้ง ก่อนนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญา ถ.รัชดา ในวันที่ 7 มี.ค. เวลา 10.00 น.ต่อไป

