ปภ.แจงภัยแล้งพุ่งเพิ่ม14จังหวัด ชี้ใช้ประชารัฐบริหารน้ำ ทำความเข้าใจประชาชน ส่งทหารเฝ้าระวังจุดเสี่ยงแย่งน้ำ สร้างกติกาใช้น้ำเท่าเทียม
นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง โดยปัจจุบันมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หรือภัยแล้ง จำนวน 14 จังหวัด แยกเป็น ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุตรดิตถ์ พะเยา และเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม นครราชสีมา นครพนม ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ ภาคตะวันออก 1 จังหวัด ได้แก่ สระแก้วภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก และพิจิตร ภาคตะวันตก 1 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี รวม 72 อำเภอ 371 ตำบล 3,380 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 4.51 ของจำนวนหมู่บ้านทั่วประเทศ
ทั้งนี้ปภ.ได้ประสานจังหวัดแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยใช้กลไก “ประชารัฐ”ในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและวางแผนการจัดสรรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เน้นสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ แผนการจัดสรรน้ำ มาตรการป้องกัน แก้ไขปัญหาและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยของภาครัฐพร้อมบูรณาการความร่วมมือฝ่ายพลเรือนและหน่วยทหารลงพื้นที่สำรวจปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำต่าง ๆ ความต้องการใช้น้ำและเฝ้าระวังบริเวณจุดเสี่ยงที่มักมีการลักลอบสูบน้ำและเกิดปัญหาแย่งน้ำ จัดทำประชาคมกำหนดกติกาการใช้น้ำให้เป็นไปอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม อีกทั้งรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันใช้น้ำที่มีปริมาณจำกัดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งได้จัดรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งจัดทำบัญชีปริมาณน้ำในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการสูบน้ำดิบเข้าสู่ระบบประปาหมู่บ้านและถังน้ำกลางประจำหมู่บ้านให้ประชาชนได้ใช้อุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ท้ายนี้ ขอให้ประชาชนจัดหา ทำความสะอาด ซ่อมแซมภาชนะกักเก็บน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ สำรองน้ำไว้อุปโภคบริโภคและใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนเกษตรกรควรติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ โดยเลือกปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง เพื่อป้องกันมิให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย เพื่อให้มีน้ำอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง


