วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลิกวิกฤติภัยแล้ง เปลี่ยนนาเป็นสวนผัก รายได้เฉียดแสน

ชาวนาพะเยา พลิกวิกฤติภัยแล้ง เปลี่ยนนาเป็นสวนผัก รายได้เฉียดแสน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากสภาพความความเดือดร้อนของชาวนาเนื่องมาจากสภาวะแห้งแล้งหนักใน จ.พะเยา จนน้ำกว๊านพะเยาแห้งขอดจนเห็นพื้นดิน ทำให้ไม่สามารถทำนาได้ ต้องรอวันแห้งยืนต้นตาย จะมีเพียงนาที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเท่านั้นที่พอจะทำนาปรังได้บ้าง แต่ก็ต้องกับน้ำที่เน่าเหม็นเนื่องจากผักตบที่ขึ้นอย่างหนาแน่นเน่าเสียเพราะน้ำไม่มีการไหลเวียนถ่ายเท

นายทองมอน หาญแก้ว อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87/2 ม.1 ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา กลับพลิกวิกฤติภัยแล้งให้เป็นโอกาสในการทำเงิน โดยเปลี่ยนที่นาพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ หันมาปลูกพืชผักสวนครัว เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว มะเขือกรอบ มะเขือยาวและถั่วลันเตา สามารถขายได้วันละประมาณ 1,000 บาท

นายทองมอน เล่าว่า เขาทำอย่างนี้มานานเกือบ 20ปี ในฤดูนาปีก็ปลูกข้าวเต็มพื้นที่ทั้ง 4 ไร่ ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆก็จะมีข้าวเหลือไว้กินและขายได้ประมาณ 15,000 บาท ต่อฤดูการทำนาปี พอฤดูแล้งปลูกข้าวนาปรังไม่ได้ผล เลยลองเปลี่ยนนามาเป็นสวนผักตามทฤษฎีเกษตรแบบพอเพียง เพียงแค่ปีแรกสามารถสร้างรายได้ในช่วงฤดูกาลทำนาปรังได้เงินมากกว่าปลูกข้าวกว่า 2 เท่าคือประมาณ 30,000-40,000บาท นับตั้งแต่นั้นมาเลยไม่ทำนาปรังอีกเลย

เมื่อตนประสบความสำเร็จในการปลูกพืชผักสวนครัว ก็ได้ชักชวนญาติๆเพื่อนฝูง ให้ปลูกผักแทนการทำนาปรัง แต่ไม่มีใครทำตาม ทุกคนก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตารอน้ำจากฝนตกและปลูกข้าวนาปรังแล้วรอความช่วยเหลือจากทางราชการ

“ผมทำสวนผักในที่นาในช่วงที่มีการปลูกข้าวนาปรังมาเกือบ 20ปี รายได้มากกว่าการปลูกข้าวนาปีและข้าวนาปรังมารวมกันเสียอีก โดยรายได้เฉลี่ยต่อการเก็บไปขายต่อครั้งต่ำสุดจะได้ประมาณ 40,000 บาท สูงสุดคือ 60,000บาท ต่อหนึ่งฤดูการผลิต ซึ่งมากกว่าการปลูกข้าวทั้งแบบนาปีและนาปรังรวมกันเสียอีก แต่ที่ต้องทนปลูกข้าวนาปีเพราะต้องใช้ในการบริโภคและที่เหลือยังนำไปขายได้อีก แทนที่เราจะรอขอความช่วยเหลือทางราชการ เราน่าจะทำสวนผักในที่นาจะดีกว่า เพราะใช้น้ำน้อยและพืชผักราคาดีมาก”นายทองมอน กล่าว