กองปราบแถลงจับกุม5ชาวจีน แก๊งปลอมบัตรเครดิต สร้างความเสียหายกว่า180ล้าน
ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 3 มกราคม พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผบช.ก.รรท.ผบก.ป. พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รองผบก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1บก.ป. เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.3 บก.ป. พ.ต.ท.บวรภพ สุนทรเลขา สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท. นายพงษ์สิทธิ์ ชัยฉัตรพรสุข รองผู้จัดการใหญ่ สายบริหารการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินและความปลอดภัย ร่วมแถลงข่าวจับแก๊งค์ชาวจีนปลอมบัตรเครดิตและพาสปอร์ต ได้แก่ นายจือ เจี้ยน อายุ 42 ปี , นายชุย เยิน เฉิน อายุ 31 ปี ,นายแทน กัว ผิง อายุ 40 ปี ,นายจู กัว ผิง อายุ 53 ปี และนายหลิว ซื่อ จิ่ง อายุ 42 ปี พร้อมของกลาง บัตรอิเล็กทรอนิกส์ รวม 182 ใบ, เครื่องรับบัตรเครดิต, เครื่องอ่านบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 6 เครื่อง, เครื่องตอกเลขและตัวอักษรที่บัตร, เครื่องเคลือบพร้อมกระดาษฟรอยด์สำหรับเคลือบบัตร, เครื่องพิมพ์หน้าบัตร, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คส์พร้อมโรแกรมสำหรับเขียนบัตร 3 เครื่อง, หนังสือเดินทาง 11 เล่ม รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 180 ล้านบาท โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา
พ.ต.อ.พันธนะ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม เจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ป. ได้รับแจ้งจากพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ว่ามีบุคคล 2 คน นำบัตรเครดิตผู้อื่นมาซื้อสินค้าที่ร้านทอง SRT ภายในห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริ โดยใชับัตร 2 ใบ แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าใบหนึ่งถูกอายัดไว้ และอีกใบหนึ่งเป็นของปลอม จึงประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบว่า 1ใน 2 ผู้ต้องสงสัยได้หลบหนีไป เหลือแต่นายจื้อ เจี้ยน ตรวจค้นพบพาสปอร์ตที่มีรูปหน้าตนเองแต่ระบุชื่อบุคคลอื่น จึงควบคุมตัวพาไปขยายผลที่พักห้องเลขที่418 ของโรงแรมเดอะทิโวลี่ สาทรซอย 1 พบบัตรเครดิตปลอมจำนวนหนึ่ง
ขณะที่ตำรวจกำลังตรวจสอบภายในรร.ดังกล่าว พบนายชุ่ย เยิน เฉิน กำลังจะขับรถมิซูบิชิ ปาเจโร่ ป้ายทะเบียนจีน กำลังจะหลบหนี จึงเข้าควบคุมตัว ค้นภายในรถพบบัตรเครดิตและอุปกรณ์ทำบัตรเครดิตปลอมจำนวนมาก ก่อนขยายผลตรวจค้นห้องเลขที่ 420 พบเครื่องอ่านบัตร และพาสปอร์ตอีกจำนวนมาก หนึ่งในพาสปอร์ตนั้นมีหน้าของนายชุ่ย เยิน เฉิน แต่ใช้ชื่อของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นพาสปอร์ตปลอม
พ.ต.อ.พันธนะ กล่าวว่า ต่อมาทราบว่ารถมิตซูบิชิ ปาเจโร่ ดังกล่าวเป็นของนายแทน กัว ผิง เช่ามาจากประเทศจีน ซึ่งพักอยู่ที่รร.มาเลเซีย ย่านสาทรซอย 1 จึงเดินทางไปตรวจสอบพบพักอยู่ในห้อง 317 เข้าตรวจค้นพบบัครเครดิตอีกจำนวนหนึ่ง เป็นบัตรปลอม จากนั้นขยายผลพบนายจู กัว ผิง ซึ่งพนักงานรร. ชี้ตัวยืนยันว่าเดินทางเข้าพักพร้อมกับนายแทน กัว ผิง เมื่อตรวจค้นพบบัตรเครดิตจำนวนหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่2 มกราคม เวลา 14.00 น. ขยายผลพบนายหลิว ซื่อ จิ่ง รูปพรรณเหมือนกับภาพถ่ายตามหนังสือเดินทางที่ตรวจยึดได้ก่อนหน้านี้ ที่บริเวณรร.เดอะทิโวลี่ จึงควบคุมตัวมาสอบปากคำที่บก.ป.
อย่างไรก็ตามจากการขยายผลพบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอีก 3 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมต่อไป นอกจากนี้ยังพบบัตรเครดิตไชน่ายูเนียสเปย์ ตรวจสอบเป็นบัตรจริง จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อยู่ระหว่างตรวจสอบ อย่างไรก็ตามจากการสืบสวนทราบว่านายชุ่ย เยิน เฉิน และนายหลิว ซื่อ จิ่วเป็นหัวหน้าขบวนการดังกล่าว
สอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้นำบัตรเครดิตปลอม และพาสปอร์ตปลอมตระเวนซื้อสินค้าเช่น ทองรูปพรรณในประเทศไทยก่อนนำไปจำหน่ายแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด แล้วนำเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อนายหยง หวง และธนาคารในต่างประเทศ อยู่ระหว่างติดตามขยายผล โดยเดินทางเข้าและออกประเทศไทยมานานกว่า 8 เดือน ซึ่งแต่ละครั้ง จะมาอาศัยอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้พวกตนจะได้เงินส่วนต่างจากการรูดซื้อสินค้า ร้อยละ 60 ก่อนนำมาแบ่งกัน
ขณะที่นายพงษ์สิทธิ์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ต้องหามักนำข้อมูลบัตรเครดิต จากอินเตอร์เน็ต และจากร้านซึ่งเป็นข้อมูลจริง มาผลิตผ่านเครื่องแล็บท็อป ก่อนจะทำการตอกบัตร ตอกตัวเลขเสมือนจริง จากนั้นจึงนำไปซื้อของที่มีมูลค่าสูงจากบริษัทห้างร้านต่างๆ โดยจะนำข้อมูลมาจากอินเตอร์เน็ตและร้านค้าที่ลับตาคน จึงฝากเตือนประชาชนที่ใช้บัตรเครดิตให้ระมัดระวังในการนำไปใช้จ่ายทุกครั้ง พยายามจับตามองพนักงานทุกครั้งที่นำบัตรเครดิตไปรูดที่เคาน์เตอร์ เพื่อป้องกันความเสียหาย
เบื้องต้นแจ้งข้อหา นายจือ เจี้ยน , นายชุย เยิน เฉิน ,นายแทน กัว ผิง ,นายจู กัว ผิง และนายหลิว ซื่อ จิ่ง ว่า “ร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเครื่องมือหรือวัตถุสำหรับปลอมหรือแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์” ส่วนนายหลิว ซื่อ จิ่ง เพิ่มข้อหา “มีไว้ เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือทำให้สูญหาย ซึ่งเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อส่งเป็นพยานหลักฐาน” เนื่องจากขณะควบคุมตัว ผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้ลักลอบนำพาสปอร์ตปลอมที่มีใบหน้าของตนฉีกทำลายทิ้ง ก่อนนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินีดำเนินคดีต่อไป





