วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีเอสไอบุกค้น'แชร์ทองคำเพกาซัส'สงขลา คาดเสียหาย500ล้าน

ดีเอสไอบุกค้นเป้าหมาย แม่ข่ายแชร์ลูกโซ่ลวงให้ลงทุนแชร์ทองคำเพกาซัสจ.สงขลา คาดผู้หลงเชื่อร่วมทุนไม่ต่ำกว่า1พันราย มูลค่าความเสียหาย500ล้าน

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 นำหมายค้นจากศาลอาญาเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย บ้านเลขที่ 133/6 หมู่ที่ 1 ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นบ้านพักของ นางศุทธา หน่อสกุลคม สมาชิกระดับแกนนำของกลุ่มขบวนการแชร์ลูกโซ่หลอกลวงให้ประชาชนทั่วไป นำเงินมาลงทุนทองคำกับบริษัทพีเอ็มบี เพกาซัส (ไทยแลนด์) จำกัด และ Pegasus Bullion Limited ผลการตรวจค้นปรากฏพบทรัพย์สินจำนวนมาก อาทิ โฉนดที่ดิน เงินสด เพชร ทองคำ และเครื่องประดับมีค่า รถยนต์โตโยต้า แฮลิเออร์ 1 คัน สมุดบัญชีเงินฝากของเจาของบ้านเป้าหมาย จำนวนกว่า 60 บัญชี มียอดหมุนเวียนรวมประมาณ 15 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่ยึดอายัดในครั้งนี้ คาดว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในจังหวัดสงขลาประมาณ 10 ล้านบาท ในเบื้องต้นนางศุทธายอมรับว่าเป็นแม่ข่ายที่เชิญชวนให้ประชาชนมาลงทุนในธุรกิจแชร์ทองคำจริง

สำหรับพฤติกรรมของกลุ่มขบวนการดังกล่าวคือ กลุ่มของนางศุทธา หน่อสกูลคม กับพวก ได้ร่วมกับชาวต่างชาติวางแผนเปิดบริษัทไทยให้มีชื่อคล้อง หรือคล้ายกับบริษัทมีที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ ส่วนบริษัทที่จัดตั้งในไทยนั้น มีการว่าจ้างให้คนไทยเป็นผู้จดทะเบียนจัดตั้งและเป็นผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท ทั้งที่ผู้มีชื่อไม่ทราบว่าบริษัทดำเนินกิจการอย่างไร และมีการวางแผนชักชวนให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมลงทุนในการซื้อขายทองคำในลักษณะเก็งกำไรและราคา โดยให้ผลตอบแทนเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการหลอกลวงนั้นเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือ และหลงเชื่อเข้าร่วมลงทุน

พ.ต.ต. สุริยา กล่าวด้วยว่า กลุ่มผู้กระทำผิดยังได้จัดทำเว็บไซต์ มีการจัดประชุมแสดงภาพความสำเร็จ มีการขึ้นกล่าวจูงใจให้ผู้ร่วมลงทุนเกิดความเชื่อมั่น ทำให้ผู้เสียหายลงทุนแบบไม่ถอนทุนและผลตอบแทนระหว่างลงทุน จากนั้นกลุ่มผู้กระทำผิดได้หยุดจ่ายผลตอบแทนและให้เหตุผลกับผู้เสียหายว่าความขัดข้องของบริษัทที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่ในความเป็นจริง การก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเป็นการก่อตั้งโดยกลุ่มผู้กระทำผิดเองมาแต่ต้นอันเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุนอันเข้าลักษณะของการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

ในชั้นสืบสวนสอบสวนพบว่า มีผู้เสียหายหลงเชื่อไม่ต่ำกว่า 1,000 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท นอกจากพื้นที่ในภาคใต้แล้ว ยังมีประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตกเป็นผู้เสียหายอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ ดีเอสไอจะได้เร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษและอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดต่อไป