background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

สิ้นพระสังฆราชสปป.ลาว 'มหาผ่อง สะมาเลิก' มรณภาพวัย100ปี

สิ้นพระสังฆราชสปป.ลาว 'มหาผ่อง สะมาเลิก' มรณภาพวัย100ปี

สิ้นพระสังฆราชแห่งสปป.ลาว "พระอาจารย์ ดร.มหาผ่อง สะมาเลิก" ปธ.ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว มรณภาพบ่าย7ต.ค. สิริอายุ100ปี 81พรรษา

พระมหาผ่อง สะมาเลิก เสมือนเป็นพระสังฆราช แห่งสปป.ลาว ได้มรณภาพลงเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 ตุลาคม 2558 สิริอายุ100ปี 81พรรษา

ถือเป็นพระเถระ 2 แผ่นดิน หรือ 2 ฝั่งโขง เพราะเกิดที่ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2459 บรรพชาและอุสมบทที่วัดโพธิ์ศรี อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2479 ได้เข้ามาอยู่วัดชนะสงคราม บางลำพู

โดยญาติพี่น้องได้สำทับว่า หากไม่ได้เป็นมหาเปรียญ อย่าได้กลับ จ.อุบลราชธานี ท่านจึงทุ่มเทเรียนปริยัติธรรมที่วัดชนะสงครามอย่างเต็มที่ สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค เข้ารับพระราชทานพัดเปรียญจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ใน พ.ศ. 2489

จากนั้นได้ทำหน้าที่สอนพระปริยัติธรรมที่วัดชนะสงครามอีก 6 ปี รวมเวลาที่เป็นนักเรียนและครูที่วัดชนะสงคราม 16 ปี หลังจากนั้นได้เข้าร่วมขบวนปลดปล่อยประเทศลาวอย่างเต็มตัว และอยู่ฝั่ง สปป.ลาวนับแต่ พ.ศ.2495 เป็นต้นมา

ก่อนที่จะเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ลาว ท่านได้เคลื่อนไหวร่วมกับเสรีไทยช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา เพื่อต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น ต่อมาได้เดินทางไปภาคอีสาน พบกับเจ้าเพชรราช มหาเสนาบดีลาว (วีรบุรุษของลาว ผู้จัดตั้งรัฐบาลลาวอิสระปลดแอกจากการปกครองของฝรั่งเศส) เมื่อ ค.ศ.1946 หรือ พ.ศ.2489 ในช่วงนั้นได้พบกับโฮจิมินห์ หรือประธานโฮ เมื่อเจ้าเพชรราชไปช่วยประธานโฮที่ถูกจับที่ จ.หนองคาย ท่านประธานโฮ ถามว่าท่านมหาผ่องเป็นใคร เจ้าเพชรราชว่าเป็นลูกชาย และเป็นที่ปรึกษาในฐานะพระครูหลวง ประธานโฮ บอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้องเป็นลูกชายโฮด้วย ซึ่งหลวงปู่มหาผ่อง บอกว่าคือ เป็นบุตรบุญธรรมร่วมอุดมการณ์ ตอนนั้นพระมหาผ่องอายุ 35-36 ปี

ลุงโฮ หรือประธานโฮจิมินห์เคยอยู่ทางอีสานของไทยเป็นเวลา 8 ปี พูดภาษาไทยได้ เคยบวชพระที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม) เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่คนรู้จักในนามลุงจิ้น ก่อนจะไปทำสงครามปลดปล่อยเวียดนามจากฝรั่งเศส ต่อสู้กับการยึดครองของอเมริกาที่เวียดนามใต้ จนได้รับชัยชนะเวียดนามกลายเป็นประเทศเดียว ตั้งแต่ ค.ศ. 1975 ที่อนุสรณ์สถานหรือสุสานลุงโฮ กรุงฮานอย มีชื่อลูกบุญธรรมที่ชื่อ พระมหาผ่อง จารึกอยู่ด้วย

ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2489 ได้เข้าร่วมขบวนการต่อสู้กู้ชาติกับรัฐบาลเจ้าเพชรราชในประเทศไทย แต่ในปี พ.ศ. 2495-2498 ต้องกลับจากประเทศไทยเพื่อไปเคลื่อนไหวทางการ เมืองที่แขวงจำปาสัก ในฐานะเป็นครูสอนที่โรงเรียนมัธยมสงฆ์วัดหลวง ปากเซ

ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2498 - 2500 ได้ขึ้นไปเคลื่อนไหวอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ในฐานะที่เป็นครูสอนและเป็นเลขาธิการองค์การปกครองสงฆ์ ปี พ.ศ. 2500 กลับจากนครหลวงเวียงจันทน์ ลงไปเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ทางแขวงจำปาสักในฐานะเป็นเจ้าคณะเมือง เมืองโพนทอง และเป็นเจ้าคณะแขวงจำปาสัก ในปลายปี พ.ศ. 2518 ได้เข้าร่วมขบวนการยึดอำนาจอยู่ที่แขวงจำปาสัก

หลังจากนั้น ทางศูนย์กลางฯ ได้เรียกขึ้นมานครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อเข้าร่วมการจัดตั้งชั่วคราวและทางการได้มอบ ภารกิจให้กลับลงไปจำปาสักเพื่อรวบรวมพระสงฆเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามแนวนโยบายของพรรคและรัฐที่ถูกต้องเป็นธรรมและสอดคล้องกับ ลักษณะที่แท้จริงของศีลธรรมทางพุทธศาสนา โดยการรวบรวมเต้าโฮมพระสงฆเถรานุเถระผู้ทรงคุณวุฒิ ในทั่ว 3 แขวงภาคใต้ ขณะที่รับผิดชอบศาสนกิจทางภาคใต้เขต เมืองโพนทอง แขวงจำปาสักนี้ ได้จัดตั้งเจ้าอธิการทุกวัดอย่างทั่วถึง และมีการประชุมใหญ่ประจำปี ปีละ 1 ครั้ง และได้ออกเผยแผ่อบรมทั้งภิกษุสามเณร และญาติโยมทั้งในเขตและนอกเขตรับผิดชอบของตนเอง อีกทั้งยังได้จัดตั้งและนำแนวทางของพรรคและรัฐ ร่วมกับองค์การเผยแผ่ไปทั่วประเทศอย่างมิขาดสาย

ปี พ.ศ.2519 ย้ายจากแขวงจำปาสักไปดำรงตำแหน่ง ที่ศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองประธานสงฆ์ทั่วประเทศ รับผิดชอบในฐานะฝ่ายการเมือง และเป็นประธานคณะค้นคว้าปรัชญาทางพระพุทธศาสนา เป็นประธานคณะอนุกรรมการรับผิดชอบการบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา เป็นหัวหน้าคณะอำนวยการโรงเรียนสร้างครูสงฆ์ ชั้นต้นและชั้นกลาง ประจำวัดองค์ตื้อ นครหลวงเวียงจันทน์

ปี 2523 เข้าร่วมกองประชุมใหญ่พระสงฆ์ทั่วประเทศ ในการประชุมครั้งนี้ ได้ประกาศยกเลิกล้มล้างการจัดตั้งเก่าทุกอย่างที่ไม่เป็นธรรม และได้เลือกตั้งใหม่ ที่ประชุมครั้งนั้น พระอาจารย์ใหญ่ได้รับเลือกตั้งจากกองประชุม สงฆ์ทั่วประเทศให้เป็นรองประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว

ปี พ.ศ. 2553 ตอนต้นปีในขณะที่ดำรง ตำแหน่งรักษาการประธานศูนย์กลางองค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ลาว ได้เดินทางไปร่วมสวดพระไตรปิฏกนานาชาติที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ซึ่งลาวเป็นประเทศเจ้าภาพร่วมกับประเทศบังคลาเทศ